วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

แบงก์ชาติชี้ฐานะแกร่ง ไร้แรงกดันเฟดขึ้นดบ.

“แบงก์ชาติ” มั่นใจเฟดขึ้นดอกเบี้ยไม่กระทบนโยบายการเงินไทย เหตุยอดเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูง “คลัง” มองเศรษฐกิจไทยฟื้นต่อเนื่อง

การเคลื่อนไหวเงินบาทวานนี้ (9มี.ค.) ยังคงอ่อนค่าลงต่อเนื่อง สอดคล้องกับค่าเงินสกุลอื่นในภูมิภาค โดยปิดตลาดที่ 35.30-35.31 บาทต่อดอลลาร์ นักลงทุนยังรอดูตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐ ที่จะประกาศในคืนวันนี้ ซึ่งถ้าออกมาดีก็จะเป็นเครื่องยืนยันที่ ธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมสัปดาห์หน้า

นายเมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวว่า เงินบาทที่อ่อนค่าลงในช่วงนี้ ส่วนหนึ่งเกิดจากการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมวันที่ 14-15 มี.ค.2560 ซึ่งเร็วกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ แต่การไหลออก ถือว่าไม่ได้มากนักเมื่อเทียบกับเงินทุนที่ไหลเข้ามาในช่วงต้นปี

ส่วนการอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วของเงินบาทเมื่อวันที่ 8 มี.ค.นั้น ธปท. ได้ติดตามดูอย่างใกล้ชิด ซึ่งไม่พบว่ามีเหตุการณ์ใดที่น่าจะทำให้นักลงทุนเกิดการตื่นตระหนก(แพนิก) จึงเชื่อว่า เป็นการตอบรับกับการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด ที่น่าจะเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิม

“เรากำลังติดตามอยู่ แต่เท่าที่ดูยังไม่มีเรื่องอะไรที่ทำให้ตลาดเกิดการแพนิก ในแง่พื้นฐานดูแล้วไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม จึงน่าจะเป็นการตอบสนองต่อการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด ที่ตลาดมองว่าน่าจะปรับขึ้นค่อนข้างแน่”

นักลงทุนรับข่าวเฟดไปแล้ว

นายเมธี กล่าวด้วยว่า ตลาดการเงินตอบรับข่าวการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของเฟดไปค่อนข้างมากแล้ว จึงเชื่อว่าในวันประชุม หากเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยจริง คงไม่ส่งผลต่อตลาดการเงินมากนัก

นอกจากนี้ นายเมธี กล่าวด้วยว่า การปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของเฟด ไม่ส่งผลต่อแรงกดดันในการทำนโยบายการเงินของไทยแต่อย่างใด เพราะถ้าดูยอดการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่มีค่อนข้างมากแล้ว เชื่อว่าจะช่วยทำให้เงินบาทไม่อ่อนค่าเร็วเกินไปนัก

“เรามีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่ค่อนข้างสูง น่าจะช่วยประคองไม่ให้เงินบาทอ่อนค่าลงเร็วนัก”นายเมธีกล่าว

การปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของเฟด ซึ่งสะท้อนว่าเศรษฐกิจสหรัฐมีทิศทางที่ดีขึ้นนั้น นายเมธี กล่าวว่า ตรงนี้น่าจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยด้วย เพียงแต่ยังต้องติดตามดูนโยบายการคลังของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐว่า จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างประเทศ แม้เรื่องนี้จะไม่ส่งผลโดยตรงกับประเทศไทย แต่ก็อาจกระทบกับประเทศใหญ่ ซึ่งประเทศไทยก็ต้องพึ่งพาประเทศเหล่านี้ด้วยเช่นกัน

เน้นผลักดันศก.ภายใน

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้เริ่มฟื้นตัว โดยรัฐบาลยังเน้นการผลักดันเศรษฐกิจภายในประเทศ เพื่อผลักดันการขยายตัวของเศรษฐกิจ เป็นหลัก ผ่านโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก ( EEC) ที่จะเป็นพื้นที่สามารถดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศ ผ่านการสนับสนุนด้านภาษี เช่นการลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ให้แก่บุคคลที่เข้ามาทำงานใน เขต EEC เป็นต้น

ทั้งนี้รัฐบาลไทย ยังมีช่องอีกมากพอที่จะกู้เงินในตลาดได้ จากการที่หนี้ต่อจีดีพีของรัฐบาล ยังอยู่ในระดับเพียง 43% จากกรอบที่กระทรวงการคลังตั้งไว้เพื่อความยั่งยืนทางการคลัง ว่าจะต้องไม่เกิน 60 %

ย้ำยังไม่ขึ้นภาษีวีเอที

นายอภิศักดิ์ กล่าวว่า ในเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม(VAT) ที่จะหมดอายุ 7% ในวันที่ 30 ก.ย. 2560 นั้น ได้บอกไปกันนักลงทุนแล้ว่าจะมีการต่ออายุแวต 7% ไปอีก 1 ปี ถ้าไม่ต่ออายุแวตจะปรับขึ้นไปเท่าเพดานคือ 10% ที่ผ่านมารัฐบาลต่ออายุมาโดยตลอด เพราะอาจกระทบต่อการบริโภคในประเทศ และขณะนี้ไทยยังอยู่ในช่วงของการปฎิรูปเศรษบกิจ

“ไม่ใช่เวลาที่จะเพิ่ม VAT ในตอนนี้เพราะถ้าเพิ่มจะกระทบกับการบริโภคและตอนนี้เป็นจังหวะที่เรากำลังจะสร้างความแข็งแรงของเศรษฐกิจและรัฐบาลเองตอนนี้ก็ไม่ได้มีแรงกดดันในเรื่องของการที่จะหารายได้และการกู้เงินปีนี้คงจะต่ออีกจะต่อไปปีต่อปี”

นายอภิศักดิ์ กล่าวว่า การลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า 1.7 ล้านล้านบาทจะใช้แหล่งเงินจากการกู้ยืม60%,การร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชนหรือPPP20%,เงินลงทุนจากงบประมาณ10%และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย(ไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์)2%ส่วนที่เหลือจะเป็นเงินรายได้ของรัฐวิสาหกิจ

คาดเลือกตั้งปี 2561

นอกจากนี้ นายอภิศักดิ์ ยังกล่าวถึงกำหนดการเลือกตั้งของไทยในเบื้องต้นว่า น่าจะเริ่มกระบวนการได้ในปี 2561โดยต้องรอให้ผ่าน 2 เหตุการณ์สำคัญได้แก่งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพซึ่งคาดว่าจะอยู่ในเดือนต.ค.และงานพิธีพระบรมราชาภิเษกซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือนธ.ค.ก่อน

อย่างไรก็ตามกำหนดการดังกล่าวเป็นเพียงกำหนดการเบื้องต้นเท่านั้น ยังต้องขึ้นอยู่กับพระราชวินิจฉัยของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกูรด้วยแต่เชื่อว่าการเริ่มเข้าสู่กระบวนการของการเลือกตั้งจะเป็นในช่วงปีหน้าซึ่งน่าจะเป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุด

ยื่นไฟลิ่งกองไทยแลนด์ฟิวเจอร์

ส่วนการจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐานหรือ ไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ (TFF) ขณะนี้ได้ยื่นไฟลิ่งข้อมูลการลงทุนต่อสำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แล้ว คาดว่าจะเสนอขายหน่วยลงทุนได้ใน 2-3 เดือนข้างหน้า

สินทรัพย์ที่เข้ามาหนุนกองทุนจะมาจากรายได้ของมอเตอร์เวย์ 2 สายในสัดส่วน40-50% ของแต่ละเส้นทางมูลค่ารวมประมาณ 4 หมื่นล้านบาทโดยจะพยายามให้ผลตอบแทนจากการลงทุนอยู่ในระดับ7-8% เนื่องจากขณะนี้ มีนักลงทุนรายย่อยสนใจค่อนข้างมาก ในภาวะที่ดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ

นายกฯหยั่งเสียงขอขึ้นแวต1%

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงงบประมาณของประเทศว่า ประเทศไทยอยู่ด้วยระบบทุนนิยมเสรี ซึ่งเป็นรายได้ของประเทศ และมีภาษีจากข้าราชการ ที่มีการเสียภาษีเต็มจำนวนทั้งหมด ขณะที่ประชาชนจะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือ vat ซึ่งยังอยู่ที่ 7% มาหลายปี แต่หากเพิ่มขึ้นเพียง 1% จะทำให้รายได้ประเทศเพิ่มขึ้นกว่าแสนล้านบาท

“อยากขอร้องว่าจะมีการเสียสละได้หรือไม่ เพราะทำให้งบประมาณของรัฐเพิ่มขึ้น เพื่อเอางบประมาณดังกล่าวไปทำในสิ่งที่ประชาชนเรียกร้อง ขณะเดียวกันราคาสินค้าไม่ควรปรับเพิ่มขึ้นมากนัก ยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้ตูดขาด เพราะเดินด้วยความระมัดระวังและมีภูมิคุ้มกันอยู่ตลอด สามารถบริหารจัดการได้ เงินกู้ต่างๆ อยู่ในกรอบทั้งหมด และหนี้สาธารณะลดลง” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สิ่งที่กำลังลงทุนจะเกิดมูลค่าและรายได้ในปีหน้าและปีต่อไป ทั้งรถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่ หลายอย่างรัฐบาลไม่สามารถทำเร็วมากได้ เพราะยังติดขัดเรื่องข้อกฎหมาย ขออย่าทำอะไรตามใจมากนัก