วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ทยอยสะสมหุ้นหลัก

สรุปสภาวะตลาดสหรัฐ ฯ และยุโรป ( 22 ก.พ. 2560 – 1 มี.ค. 2560)

สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นยุโรปและสหรัฐฯปรับตัวขึ้น DJIA +1.64%, DAX +0.57%, CAC +1.33% และ FTSE100 +1.10% หลังทรัมป์แถลงเชิงบวกต่อเศรษฐกิจในสภาคองเกรส และตัวเลขเศรษฐกิจโดยรวมออกมาดีกว่าคาด

สรุปสภาวะตลาดหุ้นจีน ( 22 ก.พ. 2560 – 1 มี.ค. 2560)

ตลาดหุ้นจีนปรับตัวขึ้น -0.44% หลังทางการจีนเตรียมกำกับดูแลการซื้อขายเงินตราต่างประเทศมากขึ้น กดดันให้ทิศทางกระแสเงินทุนต่างชาติชะลอตัว

สรุปความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมา ( 22 ก.พ. 2560 – 1 มี.ค. 2560)

SET INDEX แกว่งตัวในกรอบแคบเพื่อติดตามรายงานตัวเลขเศรษฐกิจของไทย กลุ่มธนาคาร และกลุ่ม ICT ปรับตัวขึ้นเด่นประคองดัชนี อย่างไรก็ตามดัชนีปิด ณ วันที่ 2 มีนาคม ที่ระดับ 1,567.19 จุด ปรับตัวลง -4.85 จุด -0.31% ด้วยมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพียง 43,450 ล้านบาท ลดลงจากสัปดาห์ก่อน -7.68%


สำหรับทิศทางตลาดหุ้นไทยสัปดาห์หน้า (3 – 9 มี.ค.)

เราคงมุมมองต่อการลงทุนตลาดหุ้นไทยสัปดาห์หน้าเป็น “กลาง” เป็นสัปดาห์ที่ 5 พร้อมให้น้ำหนักกับการเกิด Technical rebound ทดสอบด่าน 1,580 จุด +/- ระหว่างสัปดาห์ แต่คาดว่าจะเกิดแรงขายทำกำไรมากขึ้นตามมา โดยเฉพาะจากนักลงทุนต่างชาติที่ถือสถานะ Short สุทธิกว่า 5.2 หมื่นสัญญา QTD (1 มี.ค.) อีกทั้งทิศทางค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่า กับโอกาสขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเฟดวันที่ 15 มี.ค. ล่าสุด ณ วันที่ 1 มี.ค. แตะระดับ 80% ทำให้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศต่างระมัดระวังต่อการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ช่วงสั้นๆ นี้

กลยุทธ์การลงทุน เรากลับมาแนะนำ ให้นักลงทุนทยอยสะสมหุ้นหลัก (Big Cap) ที่ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลงวดปี 2559 หรือ 2H59 สูงกว่า 2.0% เพื่อปิดความเสี่ยงจากภาวะผันผวนของ SET INDEX ช่วงสั้น การเก็งกำไรรอบสั้นๆ หุ้นขนาดกลางและเล็กอาจมีความเสี่ยงที่สูง แม้ว่าปัจจัยพื้นฐาน/ผลการดำเนินงานในปี 2560 จะแข็งแกร่ง แต่หากสัญญาณทางเทคนิคยังไม่ตอบรับก็อาจเกิดการปรับฐานลงแรงได้เช่นกัน เหมือนที่เกิดขึ้นในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เราจึงแนะนำให้ชะลอการเก็งกำไร แต่กลับไปทยอยสะสมหุ้นหลักสำหรับพอร์ตระยะกลางถึงยาวแทน

ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามในสัปดาห์หน้า

1. ติดตามถ้อยแถลงของประธานเฟด Janet Yellen คืนวันที่ 3 มี.ค.ต่อ Executives’ Club ที่ Chicago เพื่อประเมินสัญญาณการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด

2. ติดตามตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐฯ เพราะถือเป็นปัจจัยสำคัญ 1 ใน 2 ของการตัดสินใจนโยบายการเงินของเฟด

3. ติดตามการพิจารณาร่างมาตรา 50 แห่งกรุงลิสบอนของสภาอังกฤษ ตามกรอบเวลาจะพิจารณาแล้วเสร็จก่อนกลางเดือนมี.ค.

4. ติดตามการประชุม ECB วันที่ 9 มี.ค. ตลาดคาด ECB คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายเช่นเดิม

5. ติดตามตัวเลขเศรษฐกิจอื่นๆ ที่สำคัญ ได้แก่ การส่งออก – นำเข้าของจีน / GDP ใน 4Q59 ของญี่ปุ่น และ อียู