สำรวจความคิดเห็นนักวิเคราะห์ ประสานเสียง " เพิ่มน้ำหนัก" ลงทุนหุ้นไทย
ผลสำรวจนักวิเคราะห์เพิ่มสัดส่วนลงทุนหุ้นไทยเป็น 42% จาก 36% เมื่อปีก่อน หลังคาดเงินไหลออกจากตราสารหนี้ แนะเลือกลงทุนหุ้นที่มีปัจจัยหนุนเฉพาะตัวและมีโอกาสเติบโตสูงกว่าตลาด ประเมินดัชนี 1,618 จุด กำไรต่อหุ้นโต 9% จับตาการลงทุนภาคเอกชนครึ่งปีหลังมีโอกาสดึงเงินกลับได้
นางภรณี ทองเย็น อุปนายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) เปิดเผยผลสำรวจความเห็นนักวิเคราะห์และผู้ลงทุนสถาบันในเดือน ก.พ. 2560 พบว่า 64.25% มองตลาดหุ้นไทยปีนี้ในทิศทางขาขึ้น ส่งผลให้วิเคราะห์ปรับพอร์ตเพิ่มสัดส่วนลงทุนหุ้นสามัญหรือกองทุนหุ้นไทยเป็น 42%จาก 36% เมื่อปีก่อน และลดสัดส่วนตราสารหนี้ลง 5% มาเหลือ 14% ขณะที่หุ้นต่างประเทศให้สัดส่วน 21% ทองคำและโกลด์ฟิวเจอร์ส 8% เงินสดและเงินฝาก 11% และการลงทุนอื่นๆ 4%
แม้นักวิเคราะห์จะปรับน้ำหนักการลงทุนหุ้นไทยขึ้น แต่อัพไซด์จากปัจจุบันค่อนข้างจำกัด เพราะมองเป้าดัชนีเฉลี่ยสิ้นปีอยู่ที่ 1,618 จุด โดยมีจุดสูงสุดที่คาดการณ์ไว้ที่ 1,669 จุด และจุดต่ำสุดที่ 1,453 จุด และกำไรต่อหุ้นเติบโตเพียง 9.73% เป็น 102.75 บาท
“น้ำหนักหุ้นที่เพิ่มขึ้นนี้ เป็นเพราะเงินมีโอกาสไหลออกจากตราสารหนี้มาเข้าหุ้นแทน แต่หากพิจารณาโดยรวมแล้ว ด้วยคาดการณ์จีดีพีเติบโต 3.39% และกำไรต่อหุ้นเติบโตลงต่ำกว่า 9% เพราะกำไรปี 2559 ดีกว่าคาด ฉะนั้นการลงทุนในหุ้นไทยปีนี้เลือกหุ้นที่มีปัจจัยหนุุนเฉพาะตัว และมีโอกาสเติบโตได้สูงกว่าตลาด ซึ่งหุ้นเด่นที่นักวิเคราะห์ส่วนมากเลือกตรงกัน ได้แก่ พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) ไทยพาณิชย์ (SCB) บ้านปู (BANPU) และซิโน-ไทย (STEC)”
ขณะที่ทิศทางเงินลงทุนต่างชาติเริ่มเห็นการไหลออกมากขึ้นในช่วงเดือน ก.พ. นี้ และน่าจะยังทยอยไหลออกไปต่อเนื่องจนกว่าหุ้นทางฝั่งสหรัฐจะเริ่มแพงและปรับฐานลงมา จึงจะทำให้เงินลงทุนมีโอกาสไหลกลับมายังภูมิภาคเอเชียอีกครั้งในช่วงสั้น
“ฟันด์โฟลว์ในระยะ 3-4 เดือนต่อจากนี้ คงจะไม่ไหลกลับมาในเอเชียและไทย แต่ครึ่งปีหลังหากหุ้นสหรัฐเริ่มปรับฐาน หรือปัญหาในยุโรปมาเร็วเกินคาด เงินก็น่าจะไหลกลับมาในเอเชียได้ แต่เชื่อว่าจะเป็นเพียงระยะสั้น เพราะเศรษฐกิจไทยก็ยังไม่โดดเด่นนัก”
สำหรับการเติบโตของตลาดหุ้นไทยที่จำกัด เป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันอย่างหนึ่งคือภาคเอกชนยังไม่ได้ลงทุนมากนัก อาจเป็นเพราะการปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่ อาทิ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ต้องปรับตัวรับกับการพัฒนาของเทคโนโลยี หรือกลุ่มพลังงานที่ปรับโครงสร้างลดการพึ่งพิงน้ำมันอย่างเดียว ขณะเดียวกัน การลงทุนภาครัฐก็ยังไม่ได้ต่อเนื่องและเป็นห่วงโซ่อย่างชัดเจน แต่ในช่วงครึ่งปีหลังปัจจัยเหล่านี้น่าจะเริ่มชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะหากเริ่มเห็นสัญญาณการเลือกตั้งชัดเจน
ปัจจัยบวกที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากสุดคือ เศรษฐกิจไทย ส่วนปัจจัยลบ คือ นโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐ เรื่องมาตรการกีดกันทางการค้า และเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านการเงินการคลัง









