วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ธปท.คาดยอดใช้ ‘อีมันนี่’ โตเกิน20%

“แบงก์ชาติ” ประเมินยอดใช้ “อีมันนี่” โตต่อเนื่อง คาดปีนี้ไม่ต่ำกว่า 20% เหตุผู้บริโภคนิยมใช้เพิ่ม

“แบงก์ชาติ” ประเมินยอดใช้ “อีมันนี่” โตต่อเนื่อง คาดปีนี้ไม่ต่ำกว่า 20% เหตุผู้บริโภคนิยมใช้เพิ่ม เผยปี 59 มียอดใช้จ่ายกว่า 8.8 หมื่นล้าน คิดเป็น 0.2% ของบริการอีเพย์เม้นท์ทั้งหมด มั่นใจการกำกับดูแลรัดกุม เน้นคุมเข้มฐานะผู้ประกอบการ

นายพงศ์ธวัช โพธิกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายระบบการชำระเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า แนวโน้มการใช้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ (อีมันนี่) ในปีนี้ยังเติบโตต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะไม่ต่ำกว่าปีที่ผ่านมาที่มีการเติบโตประมาณ 20% ตามทิศทางความนิยมของผู้บริโภคที่มีการใช้จ่ายผ่านบัตรเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีความสะดวกสบาย

สำหรับในปี 2559 ที่ผ่านมา มีจำนวนผู้ใช้บริการอี-มันนี่ทั้งหมด 38.3 ล้านบัญชี มูลค่าการใช้จ่ายรวม 8.88 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 0.2% ของมูลค่าการใช้บริการระบบอีเพย์เม้นท์ทั้งหมด ปริมาณรายการ 900 ล้านรายการ คิดเป็น 34% ของรายการอีเพย์เม้นท์ทั้งหมด มีมูลค่าเฉลี่ยต่อรายการ 98 บาทต่อรายการ

ส่วนจำนวนผู้ประกอบการอี-มันนี่ ปัจจุบันมีอยู่ 29 ราย แยกเป็นบัญชี ก. 1 ราย บัญชีข. 6 ราย และบัญชี ค. จำนวน 22 ราย ขณะที่มีจำนวนผู้ให้บริการอีเพย์เม้นท์ทั้งหมด 103 ราย และมีใบอนุญาตทั้งหมด 181 ใบอนุญาต และอยู่ระหว่างการยื่นขอใบอนุญาตอีกกว่า 100 ราย โดยปีที่ผ่านมามูลค่าการใช้บริการระบบอีเพย์เม้นท์มีการเติบโต 18%

นางนิศารัตน์ ไตรรัตน์วรกุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายระบบการชำระเงิน เปิดเผยว่า ธปท.ได้กำกับดูแลการให้บริการอี-มันนี่ อย่างรัดกุมเพื่อคุ้มครองผู้ใช้บริการตามกฎหมาย 2 ฉบับ คือ พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการควบคุมดูแลธุรกิจบริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2551 และประกาศกระทรวงการคลัง เรื่องกิจการที่ต้องขออนุญาตตามข้อ 5 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 58 (ปว.58)

โดยได้แยกประเภทผู้ให้บริการออกเป็น 3 ประเภทตามการทำธุรกิจ ความเสี่ยงและผลกระทบต่อผู้ใช้บริการ คือ 1.บัญชีก. มีการใช้ในวงจำกัด ซื้อสินค้าและบริการได้เฉพาะอย่าง จึงมีความเสี่ยงไม่มากไม่ต้องขออนุญาตแค่ต้องแจ้งให้ธปท.ทราบ 2.บัญชี ข.ให้บริการวงกว้างขึ้น ซื้อสินค้าได้หลายอย่าง แต่อยู่ในระบบผู้ให้บริการเดียวกัน ต้องมาขึ้นทะเบียนกับธปท. และ 3.บัญชีค. ซื้อสินค้าและบริการได้จากร้านค้าได้หลายราย โดยไม่จำกัดสถานที่และไม่อยู่ภายใต้ระบบการจัดจำหน่ายและให้บริการเดียวกัน

สำหรับบัญชี ค.นั้น ผู้ประกอบการจะต้องยื่นขอใบอนุญาต โดยธปท.จะตรวจสอบคุณสมบัติและส่งเรื่องให้คณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ และกระทรวงการคลังพิจารณาและออกใบอนุญาต

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการจะต้องมีคุณสมบัติตามที่ธปท.กำหนด มีทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท แต่เงินจำนวนนี้สามารถเพิ่มหรือลดได้ตามขนาดของธุรกรรม และผลการดำเนินงาน เช่นหากขาดทุน ทุนจดทะเบียนก็ลดลงได้ แต่ต้องมีทุนคงเหลือไม่น้อยกว่า 8% ของเงินลูกค้าที่เติมเข้ามา โดยเงินลูกค้าจะนำไปใช้อย่างอื่นไม่ได้ นอกจากฝากไว้กับสถาบันการเงิน