กำไรหลักต่ำกว่าคาด
กำไรต่ำกว่าคาด
KCE รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 4/59 ที่ 690 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% YoY แต่ลดลง 12% QoQ ซึ่งต่ำกว่าที่เราคาด 10% หากไม่รวมกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน (29 ล้านบาท) กำไรหลักจะอยู่ที่ 661 ล้านบาท ต่ำกว่าที่เราคาดอยู่ 10% เพิ่มขึ้น 5% YoY และลดลง 15% QoQ
ประเด็นหลักผลประกอบการ
รายได้ปรับตัวลดลง 1% YoY มาอยู่ที่ 3.17 พันล้านบาท (ลดลง 1% YoY ในรูปสกุลเงินเหรียญสหรัฐ) เนื่องจากผลกระทบเชิงลบจากการเปลี่ยนเทอมการขายเป็นแบบการขายฝาก (consignment) ซึ่งเป็นสาเหตุให้รับรู้รายได้ล่าช้าในปี 2559 ทั้งๆที่ปริมาณยอดขายสูงขึ้นจากอัตรากำลังการผลิตในโรงงานใหม่เฟส 1, 2 และ 3 ที่สูงขึ้น ในขณะที่รายได้ปรับตัวลดลง 10% QoQ เป็นผลกระทบตามฤดูกาลในไตรมาส4/59 กลบผลกระทบค่าเงินบาทที่อ่อนตัวเมื่อเทียบกับเหรียญสหรัฐ อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.2% YoY จากประสิทธิภาพการทำงานของโรงงานใหม่และการประหยัดขนาดที่ดีขึ้น แต่ปรับตัวลดลง 2% มาอยู่ที่ 34% เนื่องจากเป็นช่วงโลว์ซีซั่นและราคาทองแดงปรับตัวเพิ่มขึ้น
แนวโน้ม
เราคาดกำไรหลักแข็งแกร่งขึ้น YoY เนื่องจากการขยายกำลังการผลิต, ประสิทธิภาพในการผลิตที่ดีขึ้นและอุปสงค์ที่แข็งแกร่งใน PCB อุตสาหกรรมยานยนต์ และ QoQ ซึ่งได้รับผลกระทบตามฤดูกาลของออร์เดอร์สินค้าอิเล็คทรอนิกส์ (โดยปกติไตรมาส4 จะเป็นช่วงที่มีออร์เดอร์น้อยที่สุดของปี) เราประมาณการกำไรหลักในเบื้องต้นที่ 760 ล้านบาทสำหรับไตรมาส1/60 เพิ่มขึ้น 4% YoY และ 15% QoQ เราเชื่อว่ายอดขายและอัตรากำไรขั้นต้นน่าจะปรับตัวดีขึ้นในปี 2560-2561 จากการขยายกำลังการผลิตที่รับรู้เต็มปีในโรงงานเฟส 1, 2 และ 3 ในขณะที่ของเสียจากการผลิตยังคงอยู่ในระดับที่ต่ำ และมาตรการควบคุมต้นทุนที่ยังคงทำได้ดีอย่างต่อเนื่อง
สิ่งที่เปลี่ยนแปลง
เรายังคงประมารการกำไรปี 2560 ตามเดิม
คำแนะนำ
เรายังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อ KCE สำหรับแนวโน้มกำไรหลักที่คาดเติบโตแข็งแกร่งที่ 25% สำหรับปี 2560 และ 18% สำหรับปี 2561 จำนวนชิ้นส่วนในรถยนตร์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น, เทคโนโลยีใหม่ๆ และการขยายกำลังการผลิตจะช่วยหนุนให้ KCE ยืนอยู่ในตำแหน่งของผู้ชนะไปอีกอย่างน้อย 3 ปี บริษัทจะเริ่มดำเนินการลงเครื่องจักรสำหรับเฟส 3 เพิ่มเติมในปี 2560-2561 (ปี 2560 5 แสนตารางฟุตและปี 2561 3 แสนตารางฟุต) เพราะฉะนั้นอัตรากำไรขั้นต้นน่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ต่อในปี 2560-2561 หนุนการเติบโตระยะยาว เราเชื่อว่าราคาหุ้นที่ปรับตัวลงมาค่อนข้างแรงรับรู้ประเด็นการปรับขึ้นของราคาทองแดงมากเกินไป ดังนั้นเราแนะนำให้นักลงทุนหาจังหวะในการเข้าซื้ออีกครั้ง









