วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'เชาว์สตีล' พร้อมเคลียร์บีอี

"เชาว์สตีล" พร้อมเคลียร์บีอี สิ้นปีหนี้ต่อทุนลดเกินครึ่ง

ท่ามกลางกระแสการผิดนัดชำระหนี้ตั๋วเงินระยะสั้น (บีอี) ส่งผลกระทบต่อบริษัทจดทะเบียนหลายราย โดยเฉพาะบริษัทขนาดเล็กที่มีสัดส่วนหนี้สินต่อทุนสูง ถูกเหมารวมอยู่ในกลุ่มดังกล่าวด้วย แม้ว่าจะมีความพร้อมในการชำระหนี้ทั้งหมด

อนาวิล จิรธรรมศิริ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เชาว์ สตีล อินดัสทรี้ จำกัด (มหาชน) CHOW ดำเนินธุรกิจ ผลิตและจำหน่ายเหล็กแท่งยาว (Steel Billet) ให้แก่โรงรีดเหล็กภายในประเทศและต่างประเทศ และธุรกิจพลังงานงานทดแทน เล่าให้ฟังว่า

กระแสการผิดนัดชำระหนี้ตั๋วบีอี กลายเป็นวิกฤตศรัทธาความเชื่อมั่น ซึ่งบริษัทเชาว์สตีลก็ได้รับผลกระทบไปด้วยทั้งที่จริง บริษัทมีฐานะการเงินที่เข้มแข็ง แม้ว่าสัดส่วนหนี้สินต่อทุนจะอยู่ระดับสูงแต่เกิดจากภาระหนี้ของบริษัทลูกซึ่งอยู่ในช่วงของการลงทุน ปัจจุบันเริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง สิ่งสำคัญบริษัทได้เตรียมความพร้อมเกี่ยวกับแผนการชำระหนี้ทั้งระยะสั้นและระยะยาวไว้ได้ทั้งหมดแล้ว

อนาวิล บอกว่า แผนระยะสั้นนั้น บริษัทมีหนี้ตั๋วบีอีที่จะครบกำหนดชำระ มูลค่า 2 พันล้านบาท ภายในเดือนมิ.ย.นี้ และขณะนี้ได้เตรียมความพร้อมเงินที่จะนำมาชำระคืนได้ทั้งหมดแล้ว โดยเจรจากับสถาบันการเงินเพื่อขอวงเงินรองรับครบแล้ว

“การออกตั๋วบีอีช่วง 4 ปีที่ผ่านมา บริษัทสามารถชำระคืนหนี้ได้ครบทุกครั้ง และหากต้องการใช้เงิน ก็จะออกตั๋วใหม่ ตามกำหนดตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ซึ่งช่วงกระแสผิดนัดชำระเกิดขึ้นแรง บริษัทมีเป้าหมายที่จะคืนหนี้ทั้งหมดโดยยังไม่มีแผนออกตั๋วใหม่ ส่วนการชำระเงินที่ผ่านมา ในเดือนธ.ค.จ่ายตั๋วบีอีไปแล้ว 1 พันล้านบาท เดือนม.ค. 700 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 2 พันล้านบาทจะครบกำหนดมิ.ย.นี้”

ทั้งนี้ บริษัทยังมองว่า ตั๋วบีอีเป็นเครื่องมือการระดมทุนที่ดีและเป็นช่องทางการบริหารเงิน แต่วิธีดังกล่าว ปัจจุบันยังไม่น่าสนใจ และต้องรอดูกฎเกณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กำลังจะปรับปรุงใหม่ ยังไม่รู้ว่าจะออกมาแบบไหน อย่างไรก็ตาม การขายตั๋วบีอีของบริษัทส่วนใหญ่ก็จะขายให้กับลูกไฮเน็ตเวิร์ธ 50% และสถาบัน 50%

ในสัปดาห์นี้ บริษัทอยู่ระหว่างการเสนอขายหุ้นกู้ มูลค่า 3 พันล้านบาท อายุ 2 ปี อัตราดอกเบี้ยจ่าย 6%ซึ่งคาดว่าน่าจะได้รับการตอบรับจากนักลงทุน เนื่องจากผลตอบแทนอยู่ในระดับที่น่าสนใจ

สำหรับภาพรวมช่วงที่มีกระแสการผิดนัดชำระหนี้ตั๋วบีอีนั้น บริษัทจดทะเบียนรายเล็กๆ ได้รับผลกระทบกันทั่วหน้า โดยเฉพาะประเด็นของวิกฤตความเชื่อมั่น ซึ่งผลกระทบที่สะท้อนชัดเจน กรณีของราคาหุ้นที่ปรับลดลงแรง ในส่วนของบริษัทเชาว์ก็เช่นกัน แต่ในข้อเท็จจริงแล้ว บริษัทยังมีฐานะการเงินที่เข้มแข็ง แต่กลับถูกผูกโยงไปกับประเด็นดังกล่าว

“บริษัทต้องการทำความเข้าใจกับนักลงทุนเพราะจริงๆ แล้วบริษัทไม่เคยผิดนัด และไม่มีแววจะผิดนัด เนื่องจากมีการเตรียมชำระหนี้ไว้แล้ว ปัญหาที่เกิดขึ้นบริษัทพยายามชี้แจงกับเจ้าหนี้ โดยเฉพาะสัดส่วนหนี้ต่อทุนที่อยู่ในอัตราที่สูงถึง 7 เท่า ซึ่งฐานะของบริษัทกำลังจะมีทิศทางที่ดีขึ้น และหนี้ที่สูงเกิดจากการรับภาระบริษัทลูกเป็นช่วงการลงทุนหลายโครงการในประเทศญี่ปุ่น ทำให้ต้องใช้เงินลงทุนสูง แต่ปีนี้สร้างรายได้เข้ามาต่อเนื่อง คาดว่าจะลดภาระหนี้สินทันที”

อนาวิลอธิบายว่า ผลประกอบการ 9 เดือน บริษัทเชาว์มีหนี้สินประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ทุนอยู่ที่ 1.4 พันล้านบาท ทำให้ดีอีอยู่ที่ 6.79 เท่า ถ้าวิเคราะห์ลงลึกไปจะพบว่า ธุรกิจที่บริษัทเข้าไปลงทุน มีความเสี่ยงต่ำ วงเงินสินเชื่อที่แบงก์ให้สูง ซึ่งโรงไฟฟ้าเป็นธุรกิจมีการหมุนเวียน ทำให้สามารถก่อหนี้ได้ในสัดส่วนที่สูง ขณะเดียวกันบริษัทมีเงินสดที่อยู่กับแบงก์ประมาณ 2 พันล้านบาท เป็นเงินสดที่จัดสรรเพื่อให้บริษัทลูกที่ญี่ปุ่นกู้เงินไปลงทุนในโครงการโซลาร์ฟาร์ม ทำให้เกิดเป็นภาระหนี้เพิ่มเป็น 2 เท่า แต่ถ้าแก้ไขหนี้ที่ต้องมีหลักประกันออกไปก็จะแก้ปัญหาดีอีที่สูงได้ทันที

"หนี้ของลูกที่รับรู้มา เมื่อมีผลประกอบการที่ดีขึ้น ก็น่าจะดีอีดีขึ้น ปลายปีนี้เป้าหมายดีอีจะเหลือเพียง 3 เท่า จากการปรับลดหนี้ของบริษัทลูก และการนำบริษัทคือ บริษัทเชาว์เอ็นเนอร์ยี เข้าตลาดหุ้นในปี 2560 ทำให้ส่วนทุนเพิ่มขึ้น รวมทั้งการที่แบงก์เจ้าหนี้จะเรียกหลักประกันลดลงเมื่อบริษัทลูกมีรายได้ที่ดีขึ้น"

สำหรับบริษัทเชาว์สตีลนั้น มีหนี้ต่อทุนอยู่ที่ 0.6 เท่าความสามารถชำระดอกเบี้ยประมาณ 1.3 เท่า ก็ถืออยู่ในระดับที่ดี บริษัทเชาว์ มีธุรกิจที่มีความมั่นคง และก่อให้เกิดรายได้ต่อเนื่องตลอด 20 ปี อย่างไรก็ตามเชื่อว่าภายในสิ้นปีนี้บริษัทก็จะกลับสู่ภาวะปกติ เพราะก่อนหน้าเป็นช่วงการลงทุน หากพิจารณาจากสินทรัพย์ของบริษัทเมื่อ 3 ปีก่อนอยู่ที่ประมาณ 3 พันล้านบาท ณ 9 เดือนปี 2559 มีสินทรัพย์ 1 หมื่นล้านบาท

สำหรับแผนการบริหารเงินระยะยาว บริษัทมีแผนที่จะระดมทุนในรูปแบบของกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (อินฟราฟันด์) มูลค่าประมาณ 6-7 พันล้านบาท โดยคาดจะสามารถออกกองทุนได้ประมาณปี2561 ซึ่งจะเป็นการระดมทุนที่ประเทศญี่ปุ่น ขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อม โดยจะนำสินทรัพย์เป็นโรงไฟฟ้าพลังงานโซลาร์จำหน่ายเข้ากองทุน ขนาดประมาณ 50 เมกะวัตต์ ขณะเดียวกับบริษัทก็จะเข้าไปถือหน่วยลงทุนของกองทุนดังกล่าวด้วย ดังนั้นก็จะทำให้มีกระแสเงินสดกลับเข้ามาในบริษัท

ปัจจุบันบริษัทมีการไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ในญี่ปุ่นประมาณ 42 เมกะวัตต์ และรับรู้รายได้ต่อเนื่องในปีนี้ ขณะที่เป้าหมายสิ้นปีนี้คาดว่าจะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์จากญี่ปุ่นรวม 100 เมกะวัตต์