"เชาว์สตีล" พร้อมเคลียร์บีอี สิ้นปีหนี้ต่อทุนลดเกินครึ่ง
ท่ามกลางกระแสการผิดนัดชำระหนี้ตั๋วเงินระยะสั้น (บีอี) ส่งผลกระทบต่อบริษัทจดทะเบียนหลายราย โดยเฉพาะบริษัทขนาดเล็กที่มีสัดส่วนหนี้สินต่อทุนสูง ถูกเหมารวมอยู่ในกลุ่มดังกล่าวด้วย แม้ว่าจะมีความพร้อมในการชำระหนี้ทั้งหมด
อนาวิล จิรธรรมศิริ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เชาว์ สตีล อินดัสทรี้ จำกัด (มหาชน) CHOW ดำเนินธุรกิจ ผลิตและจำหน่ายเหล็กแท่งยาว (Steel Billet) ให้แก่โรงรีดเหล็กภายในประเทศและต่างประเทศ และธุรกิจพลังงานงานทดแทน เล่าให้ฟังว่า
กระแสการผิดนัดชำระหนี้ตั๋วบีอี กลายเป็นวิกฤตศรัทธาความเชื่อมั่น ซึ่งบริษัทเชาว์สตีลก็ได้รับผลกระทบไปด้วยทั้งที่จริง บริษัทมีฐานะการเงินที่เข้มแข็ง แม้ว่าสัดส่วนหนี้สินต่อทุนจะอยู่ระดับสูงแต่เกิดจากภาระหนี้ของบริษัทลูกซึ่งอยู่ในช่วงของการลงทุน ปัจจุบันเริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง สิ่งสำคัญบริษัทได้เตรียมความพร้อมเกี่ยวกับแผนการชำระหนี้ทั้งระยะสั้นและระยะยาวไว้ได้ทั้งหมดแล้ว
อนาวิล บอกว่า แผนระยะสั้นนั้น บริษัทมีหนี้ตั๋วบีอีที่จะครบกำหนดชำระ มูลค่า 2 พันล้านบาท ภายในเดือนมิ.ย.นี้ และขณะนี้ได้เตรียมความพร้อมเงินที่จะนำมาชำระคืนได้ทั้งหมดแล้ว โดยเจรจากับสถาบันการเงินเพื่อขอวงเงินรองรับครบแล้ว
“การออกตั๋วบีอีช่วง 4 ปีที่ผ่านมา บริษัทสามารถชำระคืนหนี้ได้ครบทุกครั้ง และหากต้องการใช้เงิน ก็จะออกตั๋วใหม่ ตามกำหนดตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ซึ่งช่วงกระแสผิดนัดชำระเกิดขึ้นแรง บริษัทมีเป้าหมายที่จะคืนหนี้ทั้งหมดโดยยังไม่มีแผนออกตั๋วใหม่ ส่วนการชำระเงินที่ผ่านมา ในเดือนธ.ค.จ่ายตั๋วบีอีไปแล้ว 1 พันล้านบาท เดือนม.ค. 700 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 2 พันล้านบาทจะครบกำหนดมิ.ย.นี้”
ทั้งนี้ บริษัทยังมองว่า ตั๋วบีอีเป็นเครื่องมือการระดมทุนที่ดีและเป็นช่องทางการบริหารเงิน แต่วิธีดังกล่าว ปัจจุบันยังไม่น่าสนใจ และต้องรอดูกฎเกณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กำลังจะปรับปรุงใหม่ ยังไม่รู้ว่าจะออกมาแบบไหน อย่างไรก็ตาม การขายตั๋วบีอีของบริษัทส่วนใหญ่ก็จะขายให้กับลูกไฮเน็ตเวิร์ธ 50% และสถาบัน 50%
ในสัปดาห์นี้ บริษัทอยู่ระหว่างการเสนอขายหุ้นกู้ มูลค่า 3 พันล้านบาท อายุ 2 ปี อัตราดอกเบี้ยจ่าย 6%ซึ่งคาดว่าน่าจะได้รับการตอบรับจากนักลงทุน เนื่องจากผลตอบแทนอยู่ในระดับที่น่าสนใจ
สำหรับภาพรวมช่วงที่มีกระแสการผิดนัดชำระหนี้ตั๋วบีอีนั้น บริษัทจดทะเบียนรายเล็กๆ ได้รับผลกระทบกันทั่วหน้า โดยเฉพาะประเด็นของวิกฤตความเชื่อมั่น ซึ่งผลกระทบที่สะท้อนชัดเจน กรณีของราคาหุ้นที่ปรับลดลงแรง ในส่วนของบริษัทเชาว์ก็เช่นกัน แต่ในข้อเท็จจริงแล้ว บริษัทยังมีฐานะการเงินที่เข้มแข็ง แต่กลับถูกผูกโยงไปกับประเด็นดังกล่าว
“บริษัทต้องการทำความเข้าใจกับนักลงทุนเพราะจริงๆ แล้วบริษัทไม่เคยผิดนัด และไม่มีแววจะผิดนัด เนื่องจากมีการเตรียมชำระหนี้ไว้แล้ว ปัญหาที่เกิดขึ้นบริษัทพยายามชี้แจงกับเจ้าหนี้ โดยเฉพาะสัดส่วนหนี้ต่อทุนที่อยู่ในอัตราที่สูงถึง 7 เท่า ซึ่งฐานะของบริษัทกำลังจะมีทิศทางที่ดีขึ้น และหนี้ที่สูงเกิดจากการรับภาระบริษัทลูกเป็นช่วงการลงทุนหลายโครงการในประเทศญี่ปุ่น ทำให้ต้องใช้เงินลงทุนสูง แต่ปีนี้สร้างรายได้เข้ามาต่อเนื่อง คาดว่าจะลดภาระหนี้สินทันที”
อนาวิลอธิบายว่า ผลประกอบการ 9 เดือน บริษัทเชาว์มีหนี้สินประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ทุนอยู่ที่ 1.4 พันล้านบาท ทำให้ดีอีอยู่ที่ 6.79 เท่า ถ้าวิเคราะห์ลงลึกไปจะพบว่า ธุรกิจที่บริษัทเข้าไปลงทุน มีความเสี่ยงต่ำ วงเงินสินเชื่อที่แบงก์ให้สูง ซึ่งโรงไฟฟ้าเป็นธุรกิจมีการหมุนเวียน ทำให้สามารถก่อหนี้ได้ในสัดส่วนที่สูง ขณะเดียวกันบริษัทมีเงินสดที่อยู่กับแบงก์ประมาณ 2 พันล้านบาท เป็นเงินสดที่จัดสรรเพื่อให้บริษัทลูกที่ญี่ปุ่นกู้เงินไปลงทุนในโครงการโซลาร์ฟาร์ม ทำให้เกิดเป็นภาระหนี้เพิ่มเป็น 2 เท่า แต่ถ้าแก้ไขหนี้ที่ต้องมีหลักประกันออกไปก็จะแก้ปัญหาดีอีที่สูงได้ทันที
"หนี้ของลูกที่รับรู้มา เมื่อมีผลประกอบการที่ดีขึ้น ก็น่าจะดีอีดีขึ้น ปลายปีนี้เป้าหมายดีอีจะเหลือเพียง 3 เท่า จากการปรับลดหนี้ของบริษัทลูก และการนำบริษัทคือ บริษัทเชาว์เอ็นเนอร์ยี เข้าตลาดหุ้นในปี 2560 ทำให้ส่วนทุนเพิ่มขึ้น รวมทั้งการที่แบงก์เจ้าหนี้จะเรียกหลักประกันลดลงเมื่อบริษัทลูกมีรายได้ที่ดีขึ้น"
สำหรับบริษัทเชาว์สตีลนั้น มีหนี้ต่อทุนอยู่ที่ 0.6 เท่าความสามารถชำระดอกเบี้ยประมาณ 1.3 เท่า ก็ถืออยู่ในระดับที่ดี บริษัทเชาว์ มีธุรกิจที่มีความมั่นคง และก่อให้เกิดรายได้ต่อเนื่องตลอด 20 ปี อย่างไรก็ตามเชื่อว่าภายในสิ้นปีนี้บริษัทก็จะกลับสู่ภาวะปกติ เพราะก่อนหน้าเป็นช่วงการลงทุน หากพิจารณาจากสินทรัพย์ของบริษัทเมื่อ 3 ปีก่อนอยู่ที่ประมาณ 3 พันล้านบาท ณ 9 เดือนปี 2559 มีสินทรัพย์ 1 หมื่นล้านบาท
สำหรับแผนการบริหารเงินระยะยาว บริษัทมีแผนที่จะระดมทุนในรูปแบบของกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (อินฟราฟันด์) มูลค่าประมาณ 6-7 พันล้านบาท โดยคาดจะสามารถออกกองทุนได้ประมาณปี2561 ซึ่งจะเป็นการระดมทุนที่ประเทศญี่ปุ่น ขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อม โดยจะนำสินทรัพย์เป็นโรงไฟฟ้าพลังงานโซลาร์จำหน่ายเข้ากองทุน ขนาดประมาณ 50 เมกะวัตต์ ขณะเดียวกับบริษัทก็จะเข้าไปถือหน่วยลงทุนของกองทุนดังกล่าวด้วย ดังนั้นก็จะทำให้มีกระแสเงินสดกลับเข้ามาในบริษัท
ปัจจุบันบริษัทมีการไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ในญี่ปุ่นประมาณ 42 เมกะวัตต์ และรับรู้รายได้ต่อเนื่องในปีนี้ ขณะที่เป้าหมายสิ้นปีนี้คาดว่าจะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์จากญี่ปุ่นรวม 100 เมกะวัตต์









