“บอร์ดธพว.”อนุมัติช่วยลูค้าเอสเอ็มอีภาคใต้ปล่อยกู้สูงสุดรายละ 2 ล้าน พร้อมพักชำระหนี้ 6 เดือน
นายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการธนาคาร นำโดย นายสมชาย หาญหิรัญ ประธานกรรมการธนาคาร ได้อนุมัติมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีลูกค้าธนาคาร ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมพื้นที่ภาคใต้เพิ่มเติมจากมาตรการเดิมอีกในวงเงินไม่เกิน 2 ล้านบาทต่อราย หลังจากลงพื้นที่พบปะพูดคุยกับลูกค้าธนาคารอย่างใกล้ชิด
ก่อนหน้านี้ธนาคารได้ออกมาตรการวงเงินสินเชื่อฉุกเฉินเพื่อฟื้นฟูกิจการไปแล้วรายละ 5 แสนบาท พร้อมพักชำระหนี้เป็นระยะเวลา 6 เดือน โดยลูกค้าสามารถใช้หลักประกันเดิมค้ำประกัน และหรือให้ บสย. ค้ำประกันเพิ่มเติมได้
นายมงคล กล่าวอีกว่า หลังลงสำรวจพื้นที่ในจังหวัดตรัง พัทลุง นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี และเกาะสมุย พร้อมส่งทีมงานลงสำรวจความเสียหายใน 12 จังหวัดประสบภัยพิบัติภาคใต้ ได้สอบถามความต้องการความช่วยเหลือของลูกค้าธนาคาร พบว่า มีลูกค้าธนาคารที่อยู่ในพื้นที่ภัยพิบัติภาคใต้กว่า 10,458 ราย แบ่งเป็น 1.ลูกค้าที่มีวงเงินกู้เดิมไม่เกิน 1 ล้านบาท จำนวน 7,777 ราย
2. ลูกค้าที่มีวงเงินกู้เดิมมากกว่า 1 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 5 ล้านบาท จำนวน 2,382 ราย และ 3. ลูกค้าที่มีวงเงินกู้เดิมมากกว่า 5 ล้านบาท จำนวน 299 ราย
ทั้งนี้ ลูกค้าส่วนใหญ่ที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรง และทางอ้อม จะมีธุรกิจอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว อาทิ ธุรกิจโรงแรม รีสอร์ท และธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง ซึ่งเป็นธุรกิจที่ต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนในกิจการค่อนข้างมาก
การขยายวงเงินสินเชื่อฉุกเฉินเพื่อฟื้นฟูกิจการเป็นรายละไม่เกิน 2 ล้านบาท จึงเป็นมาตรการเพิ่มเติมที่สำคัญที่จะช่วยเหลือลูกค้าธนาคารทุกกลุ่ม เพื่อนำไปใช้เป็นเงินทุนในการฟื้นฟู ปรับปรุง และหมุนเวียนในธุรกิจ ทำให้สามารถดำเนินกิจการต่อได้
ทั้งนี้ ลูกค้าจะได้รับวงเงินสินเชื่อฉุกเฉินเพื่อฟื้นฟูกิจการแบ่งตามวงเงินกู้เดิมที่มีกับธนาคาร คือ 1.วงเงินกู้รวมเดิมไม่เกิน 1 ล้านบาท สามารถได้รับความช่วยเหลือสูงสุด 5 แสนบาท 2. ลูกค้าที่มีวงเงินกู้รวมเดิมมากกว่า 1 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 5 ล้านบาท สามารถได้รับความช่วยเหลือสูงสุด 1 ล้านบาท และ 3. ลูกค้าที่มีวงเงินกู้รวมเดิมมากกว่า 5 ล้านบาท สามารถได้รับความช่วยเหลือสูงสุด 2 ล้านบาท โดยคาดว่าจะมีลูกค้าธนาคารเข้าร่วมมาตรการช่วยเหลือนี้ ไม่น้อยกว่า 2,700 ล้านบาท








