"กกพ." เร่งประสานคณะกรรมการปฏิรูปที่ดิน ขอความชัดเจนใช้พื้นที่ ส.ป.ก. สร้างโรงไฟฟ้าพลังงานลมขัดกฎหมายหรือไม่ "พลังงาน" เชื่อไม่กระทบนโยบาย
นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า กกพ.เตรียมประสานไปยังคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินส่วนกลาง เพื่อขอความชัดเจนกรณีใช้พื้นที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ดำเนินโครงการกังหันลมผลิตไฟฟ้าในประเทศว่าจะสามารถดำเนินการต่อไปได้หรือไม่ หลังศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งพิพากษาให้ยกเลิกสัญญาเช่าพื้นที่ ส.ป.ก.ไปติดตั้งกังหันลมผลิตไฟฟ้าของบริษัท เทพสถิต วินด์ฟาร์ม จำกัด เพราะไม่ชอบด้วยกฎหมาย
โดยปัจจุบันนโยบายรับซื้อไฟฟ้าพลังงานลมของภาครัฐ มีการรัฐซื้อแล้วราว 1,600 เมกะวัตต์ ซึ่งมีทั้งโครงการที่จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (ซีโอดี) แล้ว และที่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (พีพีเอ) แล้ว และโครงการฯส่วนใหญ่ 50% ตั้งอยู่ในภาคอีสานทั้งจ.ชัยภูมิ และจ.นครราชสีมา จึงต้องรีบขอความชัดเจนว่าสามารถใช้พื้นที่ ส.ป.ก.ได้หรือไม่ เพราะที่ผ่านมามีการอนุญาตให้ใช้เช่าพื้นที่ได้ และการใช้พื้นที่ ส.ป.ก. ไปทำประโยชน์ก็ยังมีการตีความที่แตกต่างกัน
ทั้งนี้ หากได้รับความชัดเจนเรื่องการใช้พื้นที่ ส.ป.ก.แล้ว กกพ.จะต้องมาพิจารณาว่ามีโครงการใดที่เข้าข่ายขัดต่อคำพิพากษาของศาลหรือไม่ ทั้งในส่วนของโครงการที่(ซีโอดี)แล้ว และมีสัญญา(พีพีเอ)แล้ว ซึ่งเรื่องนี้จะต้องหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป อย่างไรก็ตาม กรณีของบริษัท เทพสถิต วินด์ฟาร์ม จะไม่มีผลกระทบกับนโยบายรับซื้อไฟฟ้าพลังงานลมของภาครัฐ เพราะไม่มีมีสัญญา(พีพีเอ)กับภาครัฐ
นายประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กล่าวว่า กรณีคำสั่งศาลฯ ห้ามใช้พื้นที่ ส.ป.ก.ตั้งโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลมนั้น เบื้องต้นผู้ประกอบการแต่ละรายจะต้องไปพิจารณาว่าพื้นที่จัดตั้งโครงการฯ ขัดต่อกฎหมายหรือไม่ ทั้งในส่วนที่ซีโอดี และที่มีสัญญาพีพีเอ ซึ่งเรื่องนี้จะส่งผลกระทบโดยตรงกับผู้ประกอบการ
"เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่หน่วยงานภาครัฐจะต้องหารือร่วมกัน โดยเฉพาะกรณีที่ยื่น(ซีโอดี)แล้ว หากพบว่าขัดต่อกฏหมาย และจำเป็นต้องรื้อถอนโครงการออกไป จะส่งผลให้กำลังการผลิตไฟฟ้าหายไปเท่าไหร่ และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) จะบริหารจัดการไฟฟ้าในส่วนที่หายไปอย่างไร ซึ่งกระทรวงพลังงานจะต้องมาพิจารณาในภาพรวมอีกครั้ง"
ทั้งนี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นจะไม่ส่งผลกระทบต่อนโยบายรับซื้อไฟฟ้าพลังงานลม ตามแผนพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก(เออีดีพี) 2015 ที่กำหนดรับซื้อ 3,002 เมกะวัตต์ ในปี 2579 เพราะตามแผนที่ศึกษาศักยภาพลม พบว่าในประเทศไทย มีพื้นที่ติดตั้งพลังงานลมได้ 1.3 หมื่นเมกะวัตต์ โดยภาคใต้ มีพื้นที่กว่า 1.2 เมกะวัตต์ คิดเป็น 90% ของพื้นที่ที่มีศักยภาพ และที่เหลือราว 600-700 เมกะวัตต์ อยู่ในพื้นที่อื่นๆ รวมถึงภาคอีสาน ดังนั้น ผู้ประกอบการที่จะลงทุนใหม่ สามารถเลือกพิจารณาพื้นที่ภาคใต้ที่ไม่ติดปัญหาที่ดิน ส.ป.ก.ได้ ซึ่งในปีนี้ภาครัฐยังไม่มีนโยบายเปิดรับซื้อไฟฟ้าพลังงานลม แต่จะมีนโยบายรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนขนาดเล็กแบบผสมผสาน(ไฮบริด) ในรูปแบบสัญญาเสถียร(เฟิร์ม)ซึ่งไม่ปิดกั้นพลังงานลม









