วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'แบงก์ชาติ' ชี้ปัญหาทุจริตกระทบต้นทุนคนไทย

"แบงก์ชาติ" ชี้ปัญหาทุจริตกระทบต้นทุนคนไทย เร่งทุกฝ่ายร่วมแก้ไข ด้านคลังเตรียมวางระบบป้องกันทุจริตภาครัฐเพิ่ม นายกฯนั่งหัวโต๊ะถกจันทร์นี้

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวว่า ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่กำลังเป็นข่าวอยู่ในขณะนี้ คงส่งผลกระทบต่อความมั่นใจในเรื่องประสิทธิภาพของระบบหน่วยงานภาครัฐของไทย จึงเป็นเรื่องที่ทุกคนควรต้องร่วมกันช่วยแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นนี้จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนความเป็นอยู่ของคนไทยด้วยกันเอง รวมถึงภาคธุรกิจของไทยที่อาจไม่สามารถแข่งขันกับคนอื่นได้

“เรื่องคอร์รัปชันเป็นต้นทุนสำคัญของการทำธุรกิจ เพราะธุรกิจใดที่แข่งขันแบบไม่ตรงไปตรงมา ไม่เป็นธรรม จะทำให้คนที่มีศักยภาพสูงไม่ลงมาแข่งขัน ซึ่งเราเองจะขาดโอกาสที่จะถึงคนมีศักยภาพ หรือบริษัทที่มีศักยภาพสูงเข้ามาทำธุรกิจในไทย เท่ากับเป็นการกีดกันคนเก่งที่มีความสามารถออกไปจากตลาด”

นายกฯ ถกป้องทุจริตจันทร์นี้

ด้านนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงคะแนนเรื่องความโปร่งใสในประเทศไทยลดลงว่า เป็นผลจากโครงการที่เกิดขึ้นในอดีต เช่น เรื่องของประชานิยมที่มีปัญหา แต่กรณีรับสินบนโรลส์-รอยซ์นั้น มองว่า เป็นเรื่องที่ดีสำหรับไทย เพราะจะเป็นการเปิดหลักฐานการทุจริต ที่จะสร้างความเชื่อมั่นในการตรวจสอบได้

“ที่บอกว่าเป็นเรื่องที่ดีสำหรับไทย เพราะเที่ยวนี้ มีหลักฐาน ทำให้สามารถหาความจริง และรู้กระบวนการว่ามาจากอะไร”

นายอภิศักดิ์ กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีให้ความสนใจและบอกว่าอะไรที่เป็นปัญหาและสาเหตุก็ตั้งใจแก้ เราเองจะแก้ระเบียบให้การทุจริตในอนาคตทำได้ยาก โดยนายกฯจะเป็นประธานการประชุมเรื่องนี้วันที่ 30 ม.ค.นี้

“แต่เรื่องทุจริต จะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นอยู่ที่คน ต่อให้ระเบียบดีแค่ไหน คนจะโกงก็หาช่องโหว่ได้ หรือ หากระเบียบไม่ดี แต่ถ้าคนดี ก็จะไม่เกิดทุจริต เราก็จะหาช่องปิด ในส่วนของคลังมีกรมบัญชีกลางดูแล ก็จะคุยให้การจัดซื้อเป็นธรรม โดยเฉพาะราคากลาง ขบวนการเหล่านี้ต้องแก้ไข เช่น เติมคนนอกเข้าไปช่วยเรี่องกำหนดทีโออาร์ และราคากลาง”

ป.ป.ช.จ่อตั้งอนุกรรมการสอบ

นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะประธานคณะทำงานสืบสวนและรวบรวมข้อมูลกรณีสินบนโรลส์-รอยซ์ กล่าวว่า คณะทำงานนัดประชุมทางไกล กับสำนักงานการปราบปรามการทุจริตอังกฤษ (เอสเอฟโอ) เพื่อประสานขอข้อมูลเชิงสืบสวน กรณีจ่ายสินบนบริษัทการบินไทย เมื่อได้ความชัดเจน เช่น ตัวบุคคล วิธีการ และสถานที่แล้ว คณะทำงานจะเสนอต่อที่ประชุม ป.ป.ช.ชุดใหญ่ เพื่อตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงต่อไป

หลังจากนั้นจะต้องประสานขอข้อมูลเอกสารอย่างเป็นทางการจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากพ.ร.บ.ความร่วมมือระหว่างประเทศ กำหนดให้ ป.ป.ช. ต้องดำเนินการประสานข้อมูลผ่านสำนักงานอัยการสูงสุด และกระทรวงการต่างประเทศ จึงยอมรับว่าการไต่สวนเพื่อนำไปสู่การชี้มูลความผิดได้ อาจต้องใช้เวลาเกินกว่า 1 เดือน

นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องข้อกฎหมาย เนื่องจากไทยมีโทษประหารชีวิตในคดีสินบน ซึ่งเป็นโทษที่ต่างประเทศไม่ยอมรับ อาจมีปัญหาต่อการไม่ให้ข้อมูลผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งป.ป.ช.พยายามชี้แจงว่า แม้ไทยจะมีโทษประหารชีวิตในคดีสินบน แต่ในทางปฏิบัติไม่เคยประหารชีวิตเพื่อให้ต่างประเทศเข้าใจ

คาดสอบการไฟฟ้าได้ก่อน“บินไทย”

นายสรรเสริญ กล่าวว่า หลังจากป.ป.ช.ได้ข้อมูลครบถ้วนแล้ว คณะทำงานจะมาดูขั้นตอนการจัดซื้อในแต่ละช่วงว่า มีเจ้าหน้าที่รัฐคนใดเกี่ยวข้องในขั้นตอนบ้าง เพื่อนำไปหาข้อมูลว่า ใครเป็นผู้รับสินบน แม้ในข้อมูลจากรายงานของเอสเอฟโอไม่ได้ระบุชื่อโดยตรงว่า ใครรับสินบน แต่เชื่อว่า เอสเอฟโอมีข้อมูลว่าเป็นใคร ซึ่งเป็นเรื่องที่ป.ป.ช.จะต้องไปประสานข้อมูล

“ภาวนาว่าหลังจากได้พูดคุยกันแล้ว เขาจะไว้ใจกล้าเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาให้เรา เพื่อเปิดโปงข้อมูลเรื่องนี้ แต่หากเอสเอฟโอไม่ยอมเปิดเผย ก็เป็นหน้าที่ป.ป.ช.ที่จะต้องไปไล่หาหลักฐานเอง”

ส่วนความคืบหน้ากรณี บริษัทเจเนอรัล เคเบิล ผู้ผลิตสายเคเบิล และสายไฟ จ่ายสินบนให้เจ้าหน้าที่รัฐ ประกอบด้วย การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และบริษัท ทีโอทีนั้น ป.ป.ช. ได้เก็บข้อมูลตั้งแต่ก่อนเป็นข่าว เพราะมีข้อมูลเชิงลึกว่าเกิดการทุจริตขึ้น จึงตรวจสอบต่อเนื่อง คาดจะตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงได้ ก่อนกรณีสินบนโรลส์-รอยซ์

คาดอาจส่งผลสอบโรลส์-รอยซ์แบบรัฐต่อรัฐ

แหล่งข่าวจากบริษัท การบินไทย เผยความคืบหน้าว่า เมื่อวันที่ 20 ม.ค. ที่ผ่านมา การบินไทยได้ยื่นหนังสือถึงเอสเอฟโอเพื่อขอข้อมูลการสอบสวนตั้งแต่ปี 2545 จนกระทั่งมีการยอมความ เบื้องต้นคาดว่า เอกสารที่เกี่ยวกับการบินไทยน่าจะมีเป็นล้านแผ่น จากการติดสินบนใน 6 ประเทศ ซึ่งมีประมาณ 30 ล้านแผ่น โดยเอสเอฟโอน่าจะส่งแบบรัฐต่อรัฐแล้วให้ทุกหน่วยไปขอจากรัฐบาลไทย

“ตอนนี้ทางคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง และคณะกรรมการตรวจสอบกระบวนการการบินไทย อยู่ระหว่างพิจารณารายละเอียดต่างๆ”

คปพ.เรียกร้องรัฐตรวจสอบเส้นทางการเงิน

ทางด้าน นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะแกนนำเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) ระบุว่า กรณีการจ่ายสินบนซึ่งเกี่ยวพันกับบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) และบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน) หรือ ปตท.สผ. นั้น คปพ.ขอเรียกร้องให้ กระทรวงพลังงาน ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริงว่ามีการล็อกสเปคเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ได้รับสัมปทานหรือไม่

นอกจากนี้ รัฐบาลควรเข้าตรวจสอบเส้นทางการเงินว่า มีการโอนเงินเข้าบัญชีของใคร เพราะเป็นเรื่องที่ตรวจสอบได้ไม่ยาก รวมถึงให้หน่วยงานรัฐกำหนดขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างเป็นแบบซื้อตรง ไม่ต้องผ่านตัวแทน เพื่อตัดวงจรนายหน้าที่มีส่วนในการรับสินบนออกไป

นางสาวรสนา โตสิตระกูล ตัวแทนเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) กล่าวว่า การทุจริต เกิดขึ้นหลังจากที่ ปตท. แปรรูปเป็นบริษัทจดทะเบียนในปี 2545 แสดงให้เห็นว่า การแปรสถานะเป็นเอกชนป้องกันการทุจริตไม่ได้ ภาครัฐจึงควรเร่งพิจารณาจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ เพื่อเข้ามาดูแลกิจการปิโตรเลียมทั้งระบบ

แจงอันดับตก

ขณะที่ นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงชี้แจงรายละเอียด กรณีค่าดัชนีวัดภาพลักษณ์คอร์รัปชัน ประจำปี 2559 (CPI) ของไทย ที่ร่วงจากอันดับ 76 มาอยู่ที่ 101 ว่า ในซีพีไอ มีดัชนีวัด 8 ตัว แต่มีอยู่ 4 ดัชนีที่เปลี่ยนแปลงอย่างมาก คือ ดัชนี IMD World Competitiveness Yearbook 2016 เกี่ยวกับการติดสินบน และคอร์รัปชัน ไทยมีคะแนนดีขึ้นจาก 38 เป็น 44 คะแนน

ดัชนี Political and Economic Risk Consultancy 2016 เกี่ยวกับปัญหาคอร์รัปชั่นในประเทศ คะแนนลดลงจาก 42 เป็น 38 คะแนน และดัชนี World Economic Forum Executive Opinion Survey 2016 เกี่ยวการจ่ายสินบน การส่งออกและนำเข้า สาธารณูปโภค ภาษี การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และคำตัดสินคดีของศาล รวมถึงการยักย้ายถ่ายเทเงินจากภาครัฐไปสู่เอกชน มีคะแนนลดลงจาก 43 เป็น 37 คะแนน

สุดท้ายคือ ดัชนี World Justice Project Rule of Law Index 2016 วัดภาพลักษณ์เกี่ยวกับการใช้ตำแหน่งหน้าที่ของรัฐในการหาประโยชน์ส่วนตน คะแนนดีขึ้นจาก 26 เป็น 37 คะแนน

เห็นได้ว่าคะแนนมีทั้งดีขึ้นและแย่ลง แต่โดยรวมแล้วคะแนนของไทยปรับลงมาแค่ 3 คะแนน คือจาก 38 เป็น 35 คะแนน แต่หลายประเทศมีคะแนนเกาะกลุ่มอยู่ในช่วงเดียวกัน ทำให้อันดับของประเทศไทยตกจากเดิมลงมาหลายอันดับ

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ ยังเดินหน้าแก้ไขปรับปรุงจุดอ่อนที่มีอยู่ และพยายามพัฒนาทุกหนทางในการขจัดปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน เพื่อสร้างความโปร่งใสให้มากขึ้น