วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

TNR - ซื้อ

Finale Investment Spot

ประเด็นการลงทุน

เราแนะนำ “ซื้อ” TNR ราคาเป้าหมาย ที่ 39 บาท (อิง PEG 1 เท่า P/E 36 เท่า) ด้วยกำไรที่มีแนวโน้มจะเติบโตสูง 36% ในปี 2017 นี้ จากรายได้ 3 ช่องทางหลัก

(i) งานรับจ้างผลิตสินค้า-ถุงยางอนามัย (OEM) ให้กับสินค้า Brand ดังที่มีส่วนแบ่งตลาดอันดับต้นๆในต่างประเทศ

(ii) สินค้าภายใต้ Brand ตนเอง “ONETOUCH” และสิทธิ์ในการขายและ ผลิตให้กับ “PLAYBOY”

(iii) งานประมูล (Tender) ปัจจุบันบริษัทฯมีคำสั่งซื้อเข้ามารอ 400 ล้านชิ้น จากลูกค้าหลัก เช่น องค์การอนามัยโลก, องค์การสหประชาชาติ เป็นต้น เทียบกับปีก่อนที่มีเพียง 150 ล้านชิ้น

ทั้งนี้ประมาณการกำไรของเราและตลาด อาจจะมี Scope of upside หากมีการซื้อ Brand อี่นเข้ามาเพิ่มในระหว่างปี, ผลิตภัณฑ์ใหม่รุ่น 003 ภายใต้แบนรด์ ONETOUCH หนุนส่วนแบ่งตลาดในประเทศเพิ่มขึ้นเกินคาด ในส่วนของการใช้กำลังการผลิต เราได้ให้สมมุติฐานอนุรักษ์นิยมที่ 62% หรือ 1,240 ล้านชิ้น หากบริษัทใช้กำลังการผลิตเพื่อส่งมอบเต็มโควต้าการประมูล จากกรณีศึกษา Sensitivity analysis: Best case ที่ 400 ล้านชิ้น คาดว่ากำไรจะเพิ่ม 5% และราคาเป้าหมายจะเพิ่มเป็น 41 บาท/หุ้น

Theme 1: คาดกำไรเติบโตสูง

เราคาดกำไรจะเติบโต 36% ในปี 2017 โดยคาดกำไรที่ 324 ล้านบาท ได้ปัจจัยหนุนผลประกอบการจาก 1) การเติบโตตามแนวโน้มของตลาดโลก ด้วยสินค้าแบรนด์ของตัวเอง ONETOUCH และการรับจ้างผลิตให้กับคู่ค้า (OEM) ซึ่งมีสัดส่วนราว 75% ของรายได้ โดยมูลค่าตลาดของถุงยางอนามัยมีการเติบโตเฉลี่ยราว 9.3%/ปี และ 2) การประมูลงานองค์กรระดับโลกต่างๆ คาดหนุนให้การผลิตโดยรวมเพิ่มขึ้น เป็น 1,240 ล้านชิ้นในปีนี้ (เติบโต 25% เทียบกับปี 2016 ที่มีการผลิตราว 1,000 ล้านชิ้น)

Theme 2:  003 เรือธงบุกตลาด เพิ่ม Market share ในประเทศ

การออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ONETOUCH รุ่น 003 ด้วยคุณลักษณะเด่น ความบางเพียง 0.03 mm เทียบเท่าคู่แข่ง และ ราคาขายถูกกว่าคู่แข่ง โดยตรง เช่น OKAMOTO บวกกับสิทธิ์สินค้าในแบรนด์ PLAYBOY และ โอกาสในการซื้อสิทธิ์แบรนด์ใหม่เข้ามาเพิ่ม บริษัทฯเชื่อว่าจะสามารถขยายส่วนแบ่งตลาดในประเทศ เพิ่มขึ้นจากปี 2016 ที่ราว 26% โดยตั้งเป้าส่วนแบ่งตลาดที่ 40% ในปี 2020 (ไม่รวมการซื้อแบรนด์ใหม่)

Theme 3: เพิ่ม Utilization rate หนุนทั้ง Volume และ Margin

ปัจจุบันบริษัทมีคำสั่งซื้อ ในส่วนงาน tender ไว้แล้วราว 400 ล้านชิ้น (เทียบกับปีที่แล้วที่มีงาน tender ราว 150 ล้านชิ้น) เรามองว่าจะเป็นปัจจัยหลักหนุนให้ Utilization rate ของโรงงานปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยยะเป็น 62% ในปี 2017 จาก 50% และด้วย Utilization rate ปัจจุบันที่ไม่สูง (แต่มีกำไรดี) เรามองว่าเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับรองรับการเติบโตในอนาคต ส่งผลให้บริษัทสามารถสร้างตลาดและเติบโตได้ทันที และไม่ต้องลงทุนสร้างโรงงานเพิ่มในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า ในขณะที่ปัจจุบันเราใช้สมมุติฐานเชิงอนุรักษ์นิยมคาดอัตรากำไรขั้นต้นคงที่

ความเสี่ยง: ความผันผวนต้นทุนในการผลิต-จากน้ำยางธรรมชาติ คิดเป็น 10-15% ของต้นทุน sensitivity analysis ชี้ว่า หากราคายางฯ ปรับตัวสูงขึ้นทุก 10% จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตราว 1.0-1.5%