กลับมาวิ่งตามนโยบาย Trump ใหม่
คาดหุ้นไทยเดินหน้าต่อวันนี้ ตามตลาดหุ้นทั่วโลกจากความหวังว่าประธานาธิบดี Donald Trump จะออกนโยบายกระตุ้นด้านการคลังขนานใหญ่อย่างที่สัญญาไว้ ประกอบกับมุมมองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยิ่งดีขึ้นหลังจากตัวเลขส่งออกของญี่ปุ่นฟื้นเป็นบวกในเดือน ธ.ค. เป็นครั้งแรกในรอบ 15 เดือน อย่างไรก็ตามค่าเงินดอลลาร์ถูกกดดันลงด้วยตลาดอัตราแลกเปลี่ยนให้น้ำหนักกับผลลบที่จะเกิดจากการใช้นโยบายปกป้องทางการค้าของ Trump ที่จะมีต่อการค้าโลก ปัจจัยภายในประเทศวันนี้เป็นบวก โครงการลงทุนขนาดใหญ่ด้านโครงสร้างพื้นฐานมูลค่ารวม 7.12 แสน ลบ. จะตอกเสาเข็มปีนี้ คาดตรุษจีนปีนี้เงินสะพัดสูงสุดในรอบ 10 ปี และตัวเลขขออนุมัติส่งเสริมการลงทุน BOI ที่สูงมากในปี 2016 หมายความว่าจะลงทุนจริงกันปีนี้
หุ้นเด่นวันนี้: KTB(ราคาปิด 19.10 บาท; ซื้อ; ราคาเป้าหมายปี 60 ของ AWS 22.00 บาท)
บมจ. ธนาคารกรุงไทย เป็นหุ้นเด่นในวันนี้เนื่องจากสินเชื่อที่คาดว่าจะกลับมาเติบโต มูลค่าหุ้นที่ถูก และอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่ดึงดูดใจ ถึงแม้ว่าสินเชื่อของ KTB ในปี 59 จะหดตัวมากที่สุดในกลุ่มถึง 6.1% ธนาคารเชื่อว่าสินเชื่อปีนี้จะกลับมาเติบโตอีกครั้งที่ 4-6% หนุนโดยการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของรัฐ อีกทั้ง KTB จะผ่อนคลายนโยบายในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้นเนื่องจากธนาคารมีแรงกดดันน้อยลงจากการที่อัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage ratio) ปรับตัวดีขึ้นอยู่ที่ 121.57% จาก 112.55% ในปี 58 KTB คาดอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อสินเชื่อรวม (NPL ratio) ในปี 60 จะอยู่ที่ระดับใกล้เคียงกับปี 59 ที่ 3.97% ซึ่งแนวโน้มค่อนข้างเป็นไปตามอุตสาหกรรมและธนาคารเชื่อว่ายังสามารถบริหารจัดการได้ นอกจากนี้ เราคาดธนาคารจะสามารถรักษาอัตราส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ในระดับสูงที่ 3.3% หนุนโดยต้นทุนทางการเงินที่ต่ำและอัตราให้กู้ยืมสินเชื่อที่อาจสูงขึ้นเนื่องจากความต้องการสินเชื่อที่แข็งแกร่งขึ้น ในโมเดลของเรา เราค่อนข้างมีมุมมองบวกกว่า KTB โดยคาดการณ์สินเชื่อว่าจะเติบโต 7% เราคาดกำไรสุทธิจะเติบโต 8.7% ในปี 60 ก่อนจะเติบโตเร็วขึ้นที่ 12.8% ในปี 61 นอกจากนั้นแล้ว หุ้น KTB ค่อนข้างน่าสนใจในแง่ของการประเมินมูลค่าหุ้นเนื่องจากปัจจุบันซื้อขายกันที่มูลค่าทางบัญชีที่ถูกที่ 0.9 เท่า และมีอัตราเงินปันผลตอบแทนที่สูงถึง 5.3% ในปี 61 ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่
ปัจจัยสำคัญ
ประเด็นในประเทศ:
• เริ่มโครงการโครงสร้างพื้นฐานภายใต้ PPP ปีนี้คณะกรรมการร่วมทุนรัฐ-เอกชน (PPP) วานนี้ยืนยันว่าโครงการโครงสร้างพื้นฐานมูลค่ารวม 7.12 แสน ลบ. จะเริ่มได้ในปีนี้ ได้แก่ โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มฝั่งตะวันออกมูลค่า 1.1 แสน ลบ. และฝั่งตะวันตกมูลค่า 8.531 หมื่น ลบ. สายสีม่วงเชื่อมวงแหวนรอบนอกกาญจนาภิเษกและเตาปูนมูลค่า 1.3117 แสน ลบ. และรถไฟความเร็วสูงเชื่อม กทม.และระยองมูลค่า 1.5244 แสน ลบ. (Bangkok Post)
• ตรุษจีนกระตุ้นใช้จ่าย ม.หอการค้าคาดว่าเจ็ดวันของเทศกาลตรุษจีนจาก 27 ม.ค.ถึง 2 ก.พ. น่าจะกระตุ้นการใช้จ่ายได้ 5.49 หมื่น ลบ. (+4.5% YoY) สูงสุดในรอบ 10 ปี จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ การเพิ่มของรายได้ ราคาพืชผลเพิ่มขึ้น และผลิตภันฑ์ราคาดีขึ้น (Bangkok Post)
• ยอดขอรับส่งเสริมการลงทุนปี 59 ทะลุเป้าสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BoI) เผยยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนในปี 2559 สูงเกินเป้าหมาย โดยพบว่ามีมูลค่าการลงทุนรวมทั้งสิ้น 584,350 ล้านบาท จากเป้าที่ตั้งไว้ 550,000 ล้านบาท ขณะที่ในปี 2560 นี้ แนวโน้มการลงทุนยังขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง โดยกำหนดเป้าหมายการขอรับการส่งเสริมการลงทุนไว้ที่ 6 แสนล้านบาท (The Nation)
• SCC (508.00 บ.) รายงานกำไรสุทธิงวด 4Q59 อยู่ที่ 1.25 หมื่นลบ. (-11% QoQ, +9% YoY) มากกว่าทั้งที่เราคาดไว้ที่ 9.3 พันลบ. และ Bloomberg consensus คาดไว้ที่ 9.3 พันลบ. ราว 34% ส่งผลให้กำไรสุทธิทั้งปี 2559 สูงสุดเป็นประวัติการณ์อยู่ที่ 5.61 หมื่นลบ. ปรับตัวสูงขึ้น 24% YoYจากปีก่อนหน้า SCC ประกาศจ่ายเงินปันผลสำหรับผลประกอบการงวด 2H59 ในอัตรา 10.5 บาท/หุ้น โดยคิดเป็นอัตราผลตอบแทนเงินปันผลสำหรับงวดครึ่งปีที่ 2.1% (4.1% เทียบรายปี) โดยมีกำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 4 เม.ย. (SET/ Bloomberg) ความเห็น: เรายังคงประมาณการและราคาเป้าหมายที่ 638.00 บ. ไว้เช่นเดิม ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในรายงานวันนี้
• CPALL (58.75 บาท) จากข่าวตามสื่อต่างประเทศที่รายงานว่า CPALL เป็นหนึ่งในผู้สนใจเข้าซื้อกิจการธุรกิจค้าปลีกในประเทศโปแลนด์นั้น บริษัทฯ แจ้งต่อ ตลท.ว่าข่าวดังกล่าวมีความคลาดเคลื่อนไม่ตรงกับข้อเท็จจริง บริษัทไม่ได้เป็นผู้เข้าร่วมการประมูลแต่อย่างใด (SET)
ต่างประเทศ:
• อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวขึ้นเมื่อวันพุธ โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรใกล้แตะระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี เนื่องจากดัชนีหลักทั้ง 3 ของตลาดหุ้นสหรัฐแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เนื่องจากนักลงทุนมองเศรษฐกิจสหรัฐในทางบวกมากขึ้นจากการบริหารงานของทรัมป์ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี เพิ่มขึ้น 3 bps อยู่ที่ระดับ 2.506% หลังจากแตะที่ระดับ 2.515% ก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับแต่วันที่ 3 ม.ค. (Reuters)
• ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 7 สัปดาห์เทียบกับสกุลเงินหลักเมื่อวันพุธจากความกังวลเกี่ยวกับการดำเนินการในการปกป้องทางการค้าของทรัมป์หลังจากที่เขาได้ลงนามในคำสั่งพิเศษในการจัดการกับการเข้าเมืองและความมั่นคงของชาติ ดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐล่าสุดปิดลดลง 0.4% อยู่ที่ 99.928 จุดหลังจากที่แตะระดับ 99.835 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับแต่วันที่ 8 ธ.ค.59 และลดลงเกือบ 4% จากระดับสูงสุดในรอบ 14 ปีเมื่อช่วงต้นปีนี้ ส่วนค่าเงินปอนด์แข็งค่าเทียบกับดอลลาร์สหรัฐเหนือระดับ 1.26 ดอลลาร์สหรัฐ เป็นครั้งแรกในรอบ 6 สัปดาห์เนื่องจากมีความหวังในการเจรจาทางการค้าระหว่างอังกฤษกับสหรัฐ ซึ่งนางเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษได้กล่าวเมื่อวันพุธว่าจะให้ความสำคัญกับผลประโยชน์และคุณค่าของอังกฤษเป็นอันดับแรก (Reuters)
สหรัฐ:
• ตลาดหุ้นสหรัฐปิดบวกเมื่อวันพุธ จากผลประกอบการไตรมาส 4/59 ที่ออกมาแข็งแกร่งและนักลงทุนมองบวกต่อแนวคิดที่ส่งเสริมการขยายตัวทางเศรษฐกิจของทรัมป์ทำให้ตลาดหุ้นทะยานขึ้นหลังการเลือกตั้ง ดัชนีดาวโจนส์ปิดเหนือระดับ 20,000 จุดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ส่วนดัชนี S&P500 และแนสแดคปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ติดต่อกันเป็นวันที่ 2 ทรัมป์ดำเนินการตัดสินใจที่เป็นมิตรกับภาคธุรกิจหลายอย่างนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันศุกร์ รวมถึงการลงนามในคำสั่งพิเศษลดกฎระเบียบที่เป็นภาระต่อพวกผู้ผลิตภายในประเทศ และเปิดทางสำหรับก่อสร้างท่อลำเลียงน้ำมัน 2 แห่ง (Reuters)
• ผู้กำหนดกฎหมายพรรค Republican จะเตรียมแผนและกฎหมายสำหรับ Donald Trump เพื่อเพิกถอนและแทนที่โครงการ Obamacareและยกเครื่องมาตรการทางภาษี (Reuters)
• กำไรไตรมาส 4/59 ดีกว่าคาด จาก 104 บริษัทใน S&P500ที่ได้รายงานกำไรในไตรมาส 4/59 เมื่อเช้าวันพุธที่ผ่านมานั้น เกือบ 70% ของบริษัทเหล่านี้กำไรออกมาดีกว่าคาดตามที่ได้รายงานในทอมสัน รอยเตอร์ส I/B/E/S ณ ปัจจุบัน กำไรของไตรมาส 4/59 คาดว่าจะเติบโต 6.8% สูงที่สุดในรอบ 2 ปี เทียบกับการคาดการณ์เมื่อวันจันทร์ว่าจะเติบโต 6.7% (Reuters)
• ราคาบ้านสหรัฐพุ่งขึ้นในเดือน พ.ย. หน่วยงานเคหะการแห่งสหรัฐอเมริกา (FHFA) รายงานราคาบ้านสหรัฐเพิ่มขึ้น 0.5% MoMในเดือน พ.ย. เทียบกับการเติบโต 0.3% MoMในเดือน ต.ค. และเมื่อเทียบ YoYดัชนีในเดือน พ.ย.เพิ่มขึ้น 6.1% เทียบกับ 6.2% ในเดือน ต.ค. (Reuters)
ยุโรป:
• ตลาดหุ้นยุโรปเมื่อวันพุธปรับตัวสูงขึ้นหนุนโดยหุ้น Logitech และ Banco Santander ที่ประกาศผลการดำเนินงานออกมาแข็งแกร่ง โดยดัชนี STOXX 600 ปรับตัวสูงขึ้นมากที่สุดในรอบ 11 สัปดาห์ ขณะที่ดัชนี DAX ปรับตัวสูงขึ้น 1.8% มากที่สุดนับตั้งแต่เดือนพ.ค. 58 หนุนโดยหุ้น Deutsche Bank ที่นักลงทุนตอบรับในเชิงบวกกับข่าวความเป็นไปได้ที่จะนำหน่วยธุรกิจบริหารสินทรัพย์ลงทุนเข้าจดทะเบียนในตลาด (Reuters)
• ศาลสูงสุดของอังกฤษเผยนายกฯ อังกฤษต้องได้รับการอนุมัติจากสภาเพื่อเริ่มการ Brexitโดยตัวบทกฎหมายต้องได้รับความเห็นชอบก่อนที่จะสามารถใช้มาตรา 50 ได้ (IHS Markit)
เอเชีย:
• ญี่ปุ่นนำเข้าพลังงานน้อยลง:ญี่ปุ่นนำเข้าถ่านหินเพื่อการผลิตไฟฟ้าลดลงในปี 2559 หลังจากที่ทำสถิติสูงสุดต่อเนื่องในรอบ 4 ปี และมีการซื้อก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ลดลงเป็นปีที่สอง หลังเกิดวิกฤติพลังงานในปี 2554 จากภัยพิบัติที่ฟูกูชิม่า โดยเพิ่มการใช้พลังงานทดแทน และกลับมาของพลังงานนิวเคลียร์บางส่วน ท่ามกลางความต้องการที่ลดลงตามประชากรของญี่ปุ่นที่ลดลง หมายถึงประเทศเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดอันดับสามของโลก มีความหลากหลายมากขึ้นในการใช้พลังงานจากแหล่งต่าง ๆ โดยการนำเข้าถ่านหินลดลงไปต่ำกว่า 110 ล้านตัน ในปี 2559 และลดลงจากที่สูงเป็นประวัติการณ์ที่ 113.84 ล้านตันในปี 2558 ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการนำเข้าลดลง 20% YoYส่วนการจัดส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ปรับตัวลดลงเป็นปีที่สอง โดยปีที่ผ่านมาลดลง 2% YoY เป็น 83.34 ล้านตัน ขณะที่มูลค่าลดลง 40%(Reuters)
• ผลกำไรของรัฐวิสาหกิจจีนเพิ่มขึ้น 1.7% YoYในปี 2559เมื่อเทียบกับที่เพิ่มขึ้น 2.8% ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2559 กำไรรวมของรัฐวิสาหกิจอยู่ที่ 2.3 ล้านล้านหยวน (334.24พันล้านหยวน) ขณะที่รายได้เพิ่มขึ้น 2.6% เป็น 45.9ล้านล้านหยวน หนี้สินรวมเพิ่มขึ้น 10% YoYมาอยู่ที่ 87 ล้านล้านหยวน ณ สิ้นเดือนธันวาคม(Reuters)
• มีอคติหรือไม่?: ธนาคารกลางของจีน (PBOC)ประหลาดใจกับตลาดการเงินในวันอังคารที่ผ่านมา โดยมีการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจากธนาคารในการกู้เงินภายใต้วงเงินระยะกลาง (MLF) ซึ่งเป็นทางเลือกหนึ่งในช่วงปีที่ผ่านมา ที่ช่วยให้กองทุนมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในขณะที่การปรับขึ้น 10 basis points (0.10%) เป็นการเพิ่มครั้งแรกของ PBOC สำหรับอัตราดอกเบี้ย MLF ตั้งแต่นำมาใช้เป็นเครื่องมือเพิ่มสภาพคล่องในปี 2557 และเป็นครั้งแรกที่มีการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายตั้งแต่กรกฎาคม 2554 (Reuters)
สินค้าโภคภัณฑ์:
• น้ำมันดิบดีดกลับจากที่เป็นลบช่วงต้นวันทำให้ปิดที่ระดับเดิม แม้ตัวเลขสินค้าคงคลังสหรัฐเพิ่มขึ้น ย้ำมุมมองว่าราคาน้ำมันจะถูกจำกัดอยู่ในกรอบ OPEC หนุนจากประเด็นผู้ผลิตน้ำมันอื่นกำลังร่วมการลดกำลังผลิตขณะที่สหรัฐก็เพิ่มการผลิต น้ำมันดิบสหรัฐล่วงหน้าส่งมอบ มี.ค. ปิด 53.18 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ไม่เปลี่ยนแปลงหลังช่วงแรกร่วงไป 52.56 ดอลลาร์ น้ำมันดิบ Brent ล่วงหน้า ลบ 36 เซนต์ปิด 55.08 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (Reuters)
• US EIA รายงานสต็อกน้ำมันดิบ เบนซินและดีเซลเพิ่มขึ้นสัปดาห์ที่แล้วเบนซินสะสมเพิ่มขึ้นมากถึง 6.8 ล้านบาร์เรลเกินนักวิเคราะห์คาด ราคาน้ำมันได้รับการหนุนในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาเพราะผู้ผลิตน้ำมัน OPEC และอื่นๆ ลดกำลังการผลิต ลดไปแล้วเป็นปริมาณราว 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวันจากข้อตกลงว่าจะลด 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวันที่ผู้ผลิตตกลงกันว่าจะเริ่มตั้งแต่ 1 ม.ค. รมว.พลังงานกล่าวในวันอาทิตย์ ขณะเดียวกันการผลิตน้ำมันของสหรัฐเพิ่มขึ้นกว่า 6% นับแต่กลางปี 59 แต่ก็ยังต่ำกว่าจุดสูงสุดปี 58 7% การผลิตกลับมาสู่ระดับปลายปี 57 ช่วงที่การผลิตสหรัฐแข็งแกร่งทำให้ราคาน้ำมันร่วงหนัก (Reuters)
• ราคาทองคำร่วงลงต่ำสุดในรอบกว่าหนึ่งสัปดาห์วันพุธ จากความหวังจะเห็นทรัมป์ออกนโยบายใช้จ่ายส่งเสริมการเติบโตเศรษฐกิจหนุนหุ้นและลดความน่าสนใจของสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทอง ราคาทองคำตลาดจรลบ 1% ที่ 1,196.90 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หลังแตะจุดสูงสุดที่ตั้งแต่ 13 ม.ค. ที่ 1,192.74 ดอลลาร์สหรัฐ ราคาทองคำตลาดล่วงหน้าลบ 1.2% ปิด 1,196.50 ดอลลาร์สหรัฐ (Reuters)






