วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

คาดประกันชีวิตปี60 กลับมาเติบโต2หลัก

ไทยประกันชีวิต สแกนธุรกิจประกันชีวิตไทยปีระกา กระพือกลับมาโตสองหลักได้ จากปี59คาดโต7%เบี้ยรับรวมแตะ577,000ล้านบาท

ไทยประกันชีวิต สแกนธุรกิจประกันชีวิตไทยปีระกา กระพือกลับมาโตสองหลักได้ จากปี59คาดโต7%เบี้ยรับรวมแตะ577,000ล้านบาท และในช่วง2ปีก่อนโตอต่ำ 10% หรือต่ำกว่าค่าเฉลี่ย10ปี โตเกิน10% เผย2แรงหนุนทั้งเศรษฐกิจไทยปรับตัวดีขึ้นและตลาดพัมนาการแข่งขันหลากหลาย จับตาความเสี่ยงสถานการณ์ดอกเบี้ยยังคงตัวระดับต่ำ กระทบผลตอบแทนสินค้าออมเงิน

นายอภิรักษ์ ไทพัฒนกุล กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปี60 คาดว่าธุรกิจประกันชีวิตมีโอกาสที่จะเติบโตได้เป็นตัวเลขสองหลักจากท่ามกลางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป หลังจากในช่วง2ปีที่ผ่านมา (ปี58-59) ธุรกิจประกันชีวิตมีอัตราการเติบโตของเบี้ยรับรวมอยู่ในอัตราที่ต่ำกว่า 10% และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของธุรกิจประกันชีวิตในรอบ10ปี ที่มีอัตราการเติบโตที่สูงกว่า10%  

อย่างไรก็ตามคาดว่าสิ้นปี59 ธุรกิจประกันชีวิตจะมีเบี้ยรับรวมประมาณ577,000ล้านบาท เติบโต7% จากในช่วง10เดือนปี59 เติบโต 6.1% ยังถือว่าเป็นอัตราการเติบโตที่สูงกว่าจีดีพี หรือมีการเติบโตได้ประมาณ2เท่าของจีดีพีปี59 เติบโตที่3.2%

สำหรับปัจจัยสำคัญที่สนับ สนุนการเติบโตของธุรกิจประกันชีวิตในปี 60 กลับมาเติบโตเป็นตัวเลขสองหลักนั้น มาจาก 2 ปัจจัยสำคัญ คือ  เศรษฐกิจมีแนวโน้มการขยายตัวในทิศทางดีขึ้นจากปีก่อน โดยสศช. คาดว่า ในปี60 เศรษฐกิจไทยจะมีการขยายตัว3-4% จากก่อนที่ขยายตัว3.2% และปัจจัยต่อมา คือ การแข่งขันของธุรกิจในการพัฒนาด้านการตลาดหลากหลาย เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงและตอบสนองกลุ่มเป้าหมายได้เพิ่มมากขึ้น ทั้งในด้านของช่องทางจำหน่าย ด้านบุคลากรฝ่ายขายที่พัฒนาตัวแทนสู่ที่ปรึกษาทางการเงิน รวมถึงด้านสินค้า ต้องตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายเพิ่มมากขึ้น ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยีและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป อาทิ สินค้าควบการลงทุน สินค้าประเภทความคุ้มครอง สุขภาพ โรคร้ายแรง และบำนาญ รวมถึงการสนับสนุนการทำตลาดในรูปแบบต่างๆ ที่ธุรกิจต้องปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัล จะส่งดีต่อการบริการ ช่องทางจำหน่าย และบุคลากรฝ่ายขายมีคุณภาพดีขึ้น

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่สนับสนุนการเติบโตในธุรกิจประกันชีวิตอย่างต่อเนื่องจากปีที่ผ่าน เช่น อัตรการถือครองกรมธรรม์ประกันชีวิตของประชากรไทยที่อยู่ในเกณฑ์ไม่สูงประมาณ 38%ของประชากรทั้งประเทศ ยังขยายตัวเพิ่มขึ้นได้ การสนับสนุนมาตรการทางภาษี โดยเฉพาะสิทธิการลดหย่อนภาษีสินค้าในกลุ่มบำนาญ  ได้รับความสนใจเพิ่มจากผู้บริโภคมากขึ้น จากที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย ,กระแสคนรุ่นใหม่รักษาสุขภาพมากขึ้น และหันมาเตรียมความพร้อมรับค่ารักษาพยาบาลปรับราคาสูงขึ้นผ่านการประกันชีวิตมากขึ้น

“ปีนี้คาดว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะปรับตัวในทิศทางดีขึ้น จากแนวโน้มการฟื้นตัวภาคเกษตรกรจากปัญหาภัยแล้ง ราคาผลผลิตการเกษตรที่มีแนวโน้มดีขึ้น ขณะที่การท่องเที่ยว การส่งออกและภาคบริการมีแนวโน้มฟื้นตัวดีเช่นกัน รวมถึงการสนับสนุนการลงทุนภาครัฐผ่านมาตรการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมและบริหารจัดการน้ำ 20โครงการวงเงิน1.41ล้านล้านบาท อีกทั้งเสถียรภาพทางการเมือง”

นายอภิรักษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในขณะที่เศรษฐกิจโลกยังคงมีความผันผวนทั้งความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรป รวมทั้งสถานการณ์ดอกเบี้ยปีนี้ยังมีแนวโน้มคงตัวอยู่ในเกณฑ์ต่ำ อาจจะส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนของสินค้าเน้นการออม ที่มีการให้ผลตอบแทนต่ำส่ง ยังเป็นปัจจัยเสี่ยง แม้ว่าสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ผู้บริโภคแสวงหาเครื่องมือในการออมหลากหลายรูปแบบ รวมถึงประกันชีวิตด้วย