"กกร." ประเมินน้ำท่วมภาคใต้เสียหายไม่เกิน 1.5 หมื่นลบ. ไม่กระทบภาพรวมเศรษฐกิจปีนี้ เชื่อจะสร้างโอกาสลงทุนในพื้นที่โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐาน
สถานการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัดของภาคใต้ ได้ส่งผลกระทบต่อประชาชน รวมถึงเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการสัญจรไปมา โดยในหลายพื้นที่สถานการณ์น้ำยังไม่มีแนวโน้มว่าจะลดลง ทำให้หลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนได้ออกมาตรการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และภาคธุรกิจต่างๆ ซึ่งล่าสุดคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน ได้แก่ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ประเมินผลกระทบน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ พร้อมทั้งเตรียมออกมาตรการช่วยเหลือต่างๆ
นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า การประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เมื่อวันที่ 9 ม.ค.ที่ผ่านมา ได้หารือถึงผลกระทบน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้เบื้องต้น กกร.ประเมินว่าจะมีความเสียหายประมาณ 1- 1.5 หมื่นล้านบาท แต่จะไม่กระทบต่อการขยายตัวของภาพรวมเศรษฐกิจมหาภาค เนื่องจากน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้เกิดขึ้นเป็นบางพื้นที่และคาดว่าจะคลี่คลายได้ในระยะสั้นผ่านการร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายฝ่ายเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหา
อย่างไรก็ตามในด้านของกำลังซื้อของผู้บริโภคคาดว่าจะได้รับผลกระทบระยะสั้นและกลับมาเข้าสู่สภาวะปกติภายใน 1 เดือน
สร้างโอกาสลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
สำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นพื้นที่ภาคใต้ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับระบบโครงสร้างพื้นฐานไม่ว่าจะเป็นถนน และเส้นทางคมนาคมอื่นๆ โดยไม่ได้เป็นผลกระทบหรือสร้างความเสียหายกับเครื่องจักร หรือระบบการผลิตของภาคธุรกิจ อีกทั้งการลงทุนเครื่องจักรส่วนใหญ่จะมีประกันครอบคลุมอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่น่ากังวลนักในส่วนของภาคอุตสาหกรรมแต่ประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งเข้าไปช่วยเหลือคือเรื่องของความเดือดร้อนภาคประชาชน
ทั้งนี้ในส่วนของผลกระทบเส้นทางคมนาคมที่เกิดขึ้นยอมรับว่ากระทบกับการขนส่งสินค้าของภาคเอกชนอาจล่าช้าไปบ้าง แต่ได้เลี่ยงเส้นทางไปยังถนนสายอื่น และภายในสัปดาห์นี้คาดว่าเส้นทางคมนาคมขนส่งต่างๆ จะกลับมาใช้ได้ตามปกติ
“ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้จากการประเมินพบว่า จะไม่ได้เป็นวงกว้างจนกระทบกับภาพรวมเศรษฐกิจภายในประเทศ ในด้านของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวก็พบว่าพื้นที่ 3 - 4 จังหวัดที่มีน้ำท่วมไม่ได้เป็นจุดท่องเที่ยวหลักของต่างชาติ โดยขณะนี้แหล่งท่องเที่ยวฝั่งอันดามันยังไม่ได้รับผลกระทบใด ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในพื้นที่ฝั่งอ่าวไทยซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวภายในประเทศ แต่ในปีนี้การท่องเที่ยวอาจจะชะลอตัวเนื่องจากนโยบายการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญ คาดว่าเป้ารายได้จากการท่องเที่ยวจะขยายตัว 10%มีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 2.77 ล้านล้านบาท และมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเป็น 34.4 ล้านคน จากปีก่อน มีจำนวนนักท่องเที่ยว 32.6 ล้านคน”
ประเมินจีดีพีปีนี้โต 3.5-4%
นายอิสระ กล่าวว่า จากการประเมินผลกระทบน้ำท่วมครั้งนี้ กกร.จึงมองว่าจะไม่เป็นผลกระทบรุนแรงต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) และคาดว่าจะเป็นผลดีที่ก่อให้เกิดการลงทุนของภาครัฐเพื่อเข้าไปซ่อมแซมความเสียหายที่เกิดขึ้นกับถนนและเส้นทางคมนาคมทำให้มีการเบิกจ่ายงบประมาณเพิ่มขึ้นและเกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่อย่างไรก็ดีเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน กกร.จึงมีมติมอบเงินจำนวน 1 ล้านบาทผ่านทางกระทรวงมหาดไทยเพื่อให้นำไปช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้ประสบภัยในภาคใต้
ทั้งนี้ ในส่วนของภาวะเศรษฐกิจไทยในปี 2560 จากสัญญาณบวกในเรื่องของมาตรการส่งเสริมการลงทุนภายในประเทศ ซึ่งจะช่วยให้เอกชนขยายการลงทุนและมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ประกอบกับภาคส่งออกของไทยเริ่มมีสัญญาณดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง กกร.จึงคาดว่าจีดีพีในปีนี้จะสามารถขยายอยู่ในกรอบ 3.5 - 4.0% ขณะเดียวกันยังมีมติปรับเป้าขยายตัวภาคส่งออกในปีนี้ให้อยู่ในกรอบ 1.0 - 3.0%จากเดิมคาดว่าจะขยายตัวอยู่ที่ 0.0 - 2.0% เนื่องจากเล็งเห็นสัญญาณการส่งออกเป็นไปในทิศทางบวก ราคาน้ำมันมีการปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรบางรายการปรับตัวสอดคล้องกัน
เชื่อนโยบายทรัมป์กระทบไม่มาก
ขณะที่ความกังวลที่จะเข้ามากระทบกับเศรษฐกิจไทยในปีนี้ กกร.ยังมองว่าไทยจะยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก แต่ไม่กังวลถึงนโยบายของว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่จะเข้ามาส่งผลต่อภาคการส่งออก เนื่องจากขณะนี้เริ่มเห็นปัจจัยบวกหลายด้านแล้ว ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันที่ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง และการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ก็ยังไม่กระทบกับภาคส่งออกไทย
อย่างไรก็ดีภายใต้ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกนั้น รัฐบาลยังได้มีแนวทางในการปฏิรูปเศรษฐกิจภายในประเทศให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน ผ่านการจัดสรรงบประมาณวงเงิน 1 แสนล้านบาท เพื่อนำวงเงินนี้ไปใช้จัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมให้กับกลุ่มจังหวัดทั้ง 18 กลุ่มจังหวัดซึ่งจะเป็นผลดีที่เข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ
สมาคมแบงก์เล็งถกสัปดาห์นี้ช่วยน้ำท่วม
นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทยมองว่าประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งเข้าไปช่วยเหลือคือการช่วยเหลือในภาคของประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนเป็นอันดับแรก ซึ่งภายในสัปดาห์นี้สมาคมฯ จะหารือร่วมกับสมาชิกกลุ่มธนาคารต่างๆ เพื่อออกมาตรการช่วยเหลือ อาทิ สินเชื่อเพื่อการซ่อมแซม และการชะลอหนี้ให้กับลูกหนี้ของธนาคารที่ได้รับความเดือดร้อน
“จากการหารือกับสมาชิกในเบื้องต้นก็จะประเมินความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนเป็นกรณีๆ ไป ซึ่งจะได้รับความช่วยเหลือที่ไม่เท่ากัน แนวทางก็เช่นการช่วยชะลอหนี้ ส่วนคนที่มีความจำเป็นต้องซ่อมแซมทำธุรกิจเราก็จะมีมาตรการช่วยออกมาเป็นภาพรวม ซึ่งรายละเอียดกรอบระยะเวลาสินเชื่อรวมถึงวงเงินต่างๆ จะหารืออย่างชัดเจนภายในช่วงสัปดาห์นี้”
ออมสินให้กู้ฉุกเฉิน 5หมื่นไร้ดบ.ปีแรก
นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารได้ออกมาตรการด้านสินเชื่อ เป็นกรณีเร่งด่วน คือ “สินเชื่อประชารัฐเพื่อประชาชน” โดยให้สิทธิ์กู้ตามความจำเป็นในวงเงินครอบครัวละไม่เกิน 50,000 บาท ผ่อนชำระไม่เกิน 5 ปี ไม่คิดดอกเบี้ยปีแรก หลังจากนั้น ปีที่ 2-5 คิดดอกเบี้ย 1% ต่อเดือน ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป โดยจะต้องทำ นิติกรรมสัญญาให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ธ.ค.60
ขณะเดียวกัน ได้ออกมาตรการพักชำระหนี้เงินต้นไม่เกิน 2 – 3 ปี หรือชำระเงินต้นบางส่วนไม่เกิน 2 ปี โดยระหว่างพักชำระเงินต้น ให้ชำระเงินงวดไม่น้อยกว่าดอกเบี้ยปกติ 100% หรือชำระดอกเบี้ยปกติไม่น้อยกว่า 50%
ด้านนายอภิรมย์ สุขประเสริฐ รองผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส. ได้ออกมาตรการ โดยการพักชำระหนี้ต้นเงินเกษตรกรเป็นเวลา 1 ปี และงดคิดดอกเบี้ยปรับ
แบงก์พาณิชย์พร้อมช่วยลูกค้า
ด้านธนาคารพาณิชย์อยู่ระหว่างการประเมินความเสียหาย โดยธนาคารกรุงเทพระบุว่าขณะนี้อยู่ระหว่างติดตามดูแลลูกค้าที่ได้รับผลกระทบอย่างใกล้ชิด ส่วนการให้ความช่วยเหลือก็จะพิจารณาเป็นรายๆ ไปว่าได้รับความเสียหายและเดือดร้อนอย่างไร
รวมถึงต้องการความช่วยเหลือในรูปแบบใดบ้างเช่นเดียวกับธนาคารกสิกรไทยอยู่ระหว่างการประเมินความเสียหายของลูกค้าผู้ประกอบการเพื่อออกมาตรการช่วยเหลือต่อไป
นายสนอง คุ้มนุช รองกรรมการผู้จัดการเครือข่ายลูกค้ารายย่อยและธุรกิจขนาดเล็ก ธนาคารธนชาต กล่าวว่า มาตรการช่วยเหลือจะมีรูปแบบคล้ายเดิม คือการขยายเวลาการชำระหนี้เป็นหลักเพราะลูกค้าธนาคารส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อเช่าซื้อ ทั้งรถกระบะและรถเชิงพาณิชย์ ซึ่งมีความต้องการให้ขยายค่างวดมากกว่าการลดดอกเบี้ย
ทั้งนี้ในเบื้องต้นการประเมินความเสียหายน่าจะมีพอสมควร เพราะลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวสวนยาง ซึ่งในขณะนี้ราคายางกำลังดี แต่กลับต้องมาเจอภาวะน้ำท่วม
นายชัยณรงค์ เอื้อสิทธิชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ธนาคารออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าสินเชื่อบ้านที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วม โดยยกเว้นการชำระดอกเบี้ยให้เป็นระยะเวลา 3 เดือน และในเดือนที่ 4-12 ลดดอกเบี้ยให้ 0.25%
ยอดปิดแบงก์ลดเหลือ23สาขา
ด้าน นางวิเรขา สันตะพันธุ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกำกับธุรกิจสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เปิดเผยว่า สาขาธนาคารที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่เปิดทำการแล้วในวานนี้(9ม.ค.) เหลือเพียง 23 สาขาที่ยังไม่เปิดทำการ
สำหรับข้อมูลการปิดสาขาของธนาคารพาณิชย์ จากภัยน้ำท่วม ภาคใต้ ณ วันที่ 9 ม.ค.2560 เวลา 11.00 น. มีสาขาที่ประสบภัยทั้งสิ้น 110 สาขา คิดเป็น 12.85% ของสาขาในภาคใต้ทั้งหมด
ส่วนธนาคารพาณิชย์ที่ยังคงปิดทำการมี 3 แห่ง รวม 23 สาขา แบ่งเป็น กรุงไทย 21 สาขา กสิกรไทย 1 สาขา และไทยพาณิชย์ 1 สาขา









