ทีพีซี ชงแนวคิดเสนอบัตรรูปแบบใหม่ อนุญาตสมาชิกทำงานมีรายได้ในไทย ชี้ประโยชน์ดึงดูดกลุ่มนักธุรกิจรายได้สูงวางแผนพำนักระยะยาว
นายพฤทธิ์ บุปผาคำ ผู้จัดการใหญ่บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด (ทีพีซี) ผู้บริหารโครงการบัตรอีลิท การ์ด กล่าวว่าปีนี้จะเริ่มโครงการทดลองขายสมาชิกบัตรอีลิทใหม่ 4 ประเภท หลังจากที่เสนอขายอย่างไม่เป็นทางการตั้งแต่เดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งการปรับรูปแบบดังกล่าว เพื่อกระตุ้นยอดขายและรายได้บริษัทเติบโตไม่ต่ำกว่า 10% ในปี 2559 หลังจากที่ในปีงบประมาณ 2559 มีกำไรเติบโตกว่า 82% หรือคิดเป็น 195.07 ล้านบาท
ในเร็วๆ นี้เตรียมนำเสนอบัตรรูปแบบใหม่ ได้แก่ เรสซิเดนซี่ หรือบัตรที่ให้สิทธิประโยชน์ด้านการอนุญาตให้สมาชิกสามารถทำงานมีรายได้ระหว่างการพำนักอาศัยในราชอาณาจักร ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปแบบวีซ่าพิเศษที่ไม่ถึงกับอนุญาตให้ทำงานเต็มรูปแบบ แต่อนุญาตให้ทำงานแบบมีข้อจำกัดตามที่กำหนด ซึ่งต้องแล้วแต่ความเหมาะสมหลังจากที่หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน
แนวคิดนี้เกิดขึ้นเนื่องจากสำรวจพบว่าจะสามารถดึงดูดความสนใจลูกค้ากว่าเดิม โดยเฉพาะตลาดระยะไกลจากยุโรปที่เพิ่มขึ้น และส่วนใหญ่จะมาใช้เวลาพำนักระยะยาวในไทยหลายเดือน จึงย่อมมีความต้องการทำงานด้วยส่วนหนึ่งเพื่อไม่ให้เวลาสูญเปล่า ประกอบกับเทรนด์การทำงานปัจจุบันใช้เทคโนโลยีเป็นหลัก ทำให้สามารถทำงานที่ไหนของโลกก็ได้ เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของนักธุรกิจยุคใหม่ ก็ควรจะปรับสินค้าให้เป็นในทิศทางนั้น
โครงสร้างลูกค้าบัตรอีลิทปัจจุบัน เริ่มเห็นตลาดยุโรปเพิ่มขึ้น ใน 5 อันดับแรก แบ่งเป็น อังกฤษ 198 ราย ตามด้วย จีน 149 ราย, ฝรั่งเศส 128 ราย, สหรัฐ 126 ราย และญี่ปุ่น 103 ราย ดังนั้น ภายใต้แผนการเจาะตลาดคุณภาพต่อเนื่องในปี 2560 จึงร่วมสนับสนุนการจัดกิจกรรมงานแสดงเรือนานาชาติ PIMEX หรือ ภูเก็ต อินเตอร์เนชั่นแนล โบ้ท โชว์ 2017 ซึ่งเป็นงานซื้อขายบริการล่องเรือเจาะกลุ่มกำลังซื้อ อีกทั้งยังอยู่ในจุดหมายที่มีกลุ่มกำลังซื้อสูงที่มาพำนักระยะยาวจำนวนมาก โดยเฉพาะสมาชิกอีลิทที่อยู่ในภูเก็ตมีจำนวนกว่า 170 คน และแต่ละปีจังหวัดมีนักท่องเที่ยวมาเยือนกว่า 10 ล้านคน มีรายได้สะพัดด้านท่องเที่ยวกว่า 2.6 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ จากข้อมูลสิ้นสุด ณ วันที่ 16 ธ.ค. 2559 มีลูกค้าบัตรสมาชิกพิเศษ หรือ Exclusive Member Club จำนวนทั้งสิ้น 4,037 ราย แบ่งเป็นสมาชิกก่อนปี 2556 ซึ่งได้รับสิทธิประโยชน์ฟรีตลอดชีพจำนวน 2,508 ราย และเป็นสมาชิกใหม่ระหว่างปี 2556-2559 จำนวน 1,529 ราย
สำหรับยอดสมาชิกใหม่ 2559 มีการขายเพิ่มเฉลี่ยเดือนละ 60 ราย ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่วางไว้กว่า 10% จากที่ตั้งเป้าไว้เดือนละ 54 ราย หรือคิดเป็นจำนวนสมาชิกรวม 715 ใบ และในจำนวนดังกล่าวมีส่วนแบ่ง 589 ใบมาจากการขายบัตรอีลิท อีซี่ แอคเซส ที่ให้สิทธิประโยชน์วีซ่า 5 ปี ราคาใบละ 5 แสนบาท ซึ่งถือว่าได้รับความนิยมและทำกำไรได้สูงสุด เนื่องจากมีบริการสมาชิกจำกัดกว่าบัตรประเภทอื่นๆ ทำให้ไม่มีต้นทุนบริการอื่นๆ
ด้วยผลการดำเนินการดังกล่าว ทำให้บริษัทเริ่มลดการขาดทุนสะสมจากที่เคยสูงกว่า 1,000 ล้านบาทมาอยู่ที่ราว 800 ล้านบาท ขณะที่ต้นทุนด้านการบริหารจัดการและการดูแลสมาชิกในปัจจุบันอยู่ที่ 210 ล้านบาทต่อปี
นายพฤทธิ์ กล่าวว่ายังเชื่อมันว่าบัตรอีลิทเป็นธุรกิจที่มีอนาคต เนื่องจากที่ผ่านมาไทยยังไม่เคยมีโปรดักท์ ไทยแลนด์ หรือสินค้าบริการที่รัฐบาลให้การรับรองเหมือนอีลิทการ์ดมาก่อน และในสมาชิกกว่า 4,000 รายนั้น จัดเก็บข้อมูลพบว่าเข้ามาใช้จ่ายเฉลี่ยกว่า 1.17 แสนบาทต่อครั้ง ซึ่งตลอดปีงบประมาณ 2559 มีสมาชิกเดินทางเข้ามากว่า 14,768 ครั้ง สร้างรายได้โดยตรงกว่า 1,727 ล้านบาท (ยังไม่นับรวมค่าธรรมเนียมสมาชิก) และเชื่อว่าเนื่องจากเป็นฐานลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง จึงน่าจะมีการใช้จ่ายด้านอื่นๆ อาทิ การลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์, รถยนต์หรู, การเข้ามาการติดต่อธุรกิจและทำกิจการลงทุนต่างๆ เป็นต้น
ส่วนงบด้านการตลาดในปี 2560 เตรียมไว้ที่ 45 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 30 ล้านในปี 2559 และมีการลงทุนเพื่อปรับปรุงการบริการที่สำคัญได้แก่ โครงการปรับปรุงเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอที) ด้านการบริการสมาชิกจำนวน 40 ล้านบาท ซึ่งต่อไปจะอำนวยความสะดวกให้สมัครแบบออนไลน์ได้ทันที









