วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

สรรพากรนำร่อง“100บริษัท” เข้าอี-แท็กซ์หนุนลดต้นทุน

กรมสรรพากรดึง 100 บริษัทขนาดใหญ่ นำร่องโครงการออกใบกำกับภาษีแบบอิเล็กทรอนิกส์ ช่วยลดต้นทุนให้แก่ผู้ประกอบการในประเทศ ขณะที่การจัดทำระบบ

 Big data เพื่อรองรับระบบชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศจะเสร็จสมบูรณ์ปี 61

นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากรเปิดเผยว่า กรมสรรพากรมีแผนนำบริษัทขนาดใหญ่จำนวน 100 บริษัทนำร่องโครงการออกใบกำกับภาษีแบบอิเล็กทรอนิกส์ในรูปแบบ e-tax invoice และ e-receive เพื่อช่วยลดต้นทุนให้แก่ผู้ประกอบการในประเทศ โดยระยะที่ผ่านมา กรมสรรพากร ได้เปิดให้บริษัททั้งขนาดกลางและขนาดใหญ่สมัครเข้ามาทดลองการใช้ระบบ ซึ่งกรมสรรพากร ได้จัดให้มีการสัมมนาให้ความรู้ไปแล้วถึง 4 รอบๆ ละ 1 พันราย

“เบื้องต้นปี 2560 ถือเป็นปีที่จะทดลองนำระบบดังกล่าวมาใช้กับบริษัทขนาดใหญ่ที่มียอดขายมากกว่า 500 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งในจำนวนนิติบุคคลทั้งประเทศ 6 แสนราย น่าจะมีบริษัทที่ยอดขายเกิน 500 ล้านบาท ราว 3% หรือ 1.8 หมื่นราย ซึ่งถือเป็นกลุ่มเป้าหมายแรกที่จะให้ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ กรมสรรพากร จะเริ่มทดลองกับบริษัทที่มีความพร้อม 100 บริษัทแรกก่อน เพื่อทดสอบระบบและปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น”

ทั้งนี้ การออกใบกำกับภาษีแบบอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของระบบ National e-payment ที่รัฐบาลกำลังผลักดันให้ระบบการชำระเงินของประเทศเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์แทนการใช้เงินสด โดยกรมสรรพากร ก็ต้องทำระบบรองรับ โดยระบบใหญ่ของกรมฯที่จะเป็น Big data จะเสร็จสมบูรณ์ในปี 2561 แต่ปีหน้าจะเป็นที่กรมฯจะเริ่มทดลองใช้ระบบ

เขากล่าวว่า ระบบดังกล่าว จะช่วยลดต้นทุนการดำเนินการของผู้ประกอบการในการทำธุรกิจ จากปัจจุบันที่เมื่อผู้ประกอบการ ขายสินค้าได้ ก็จะออกใบเสร็จ ซึ่งต้องทำสำเนา 3 ฉบับ ได้แก่ ฉบับแรกให้กับผู้ซื้อเก็บไว้ ฉบับที่สองให้ฝ่ายการเงินของบริษัทเก็บไว้ และฉบับสุดท้าย เพื่อเป็นหลักฐานการรายงานภาษีขาย กับกรมสรรพากร และภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไปต้องรวบรวมภาษีซื้อและภาษีขาย เพื่อยื่นกรมสรรพากร ว่าจะการขอคืนภาษี หรือจ่ายภาษีเพิ่มเติมหรือไม่

เมื่อใช้ระบบ e-tax invoice และ e-receive เมื่อมีการตกลงซื้อขายสินค้าระหว่างกัน ก็สามารถออกใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์ และใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ ผลที่ตามมาก็คือ ทำให้ระบบการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่เดิมต้องรอเอกสารจากผู้ประกอบการให้ครบถ้วนก่อน ที่จะพิจารณาคืนหรือมีเม็ดภาษีเพิ่มเติมหรือไม่ สามารถตรวจสอบเอกสารในระบบได้อย่างรวดเร็ว และคืนภาษีได้เร็วขึ้น ซึ่งช่วยลดต้นทุนทางการเงินให้แก่ผู้ประกอบการ ที่สามารถนำภาษีที่ได้รับคืนดังกล่าวไปหมุนเวียนทำธุรกิจต่อไปได้

นอกจากนั้น ภาระการจัดเก็บเอกสาร เพื่อให้กรมสรรพากรตรวจสอบ ซึ่งตามกฎหมายกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องเก็บเอกสารการซื้อขายไว้ 5 ปี หรือกรณีเป็นคดีทางภาษี ก็ต้องเก็บเอกสารไว้นานถึง 10 ปี จึงสามารถทำลายเอกสารดังกล่าวได้ ซึ่งในกรณีบริษัทขนาดใหญ่ ที่มียอดการซื้อขายสูง มีเอกสารที่จัดเก็บเป็นจำนวนมาก จำเป็นต้องเช่าโกดังในการจัดเก็บเอกสาร ซึ่งบางบริษัท มีค่าใช้จ่ายเฉพาะค่าโกดังเก็บเอกสารปีละถึง 10 ล้านบาท แต่เมื่อนำระบบ e-tax มาใช้ก็สามารถลดภาระการจัดเก็บเอกสารดังกล่าวได้ เนื่องจากเอกสารทั้งหมดอยู่ในรูปของอิเล็กทรอนิกส์

สำหรับระบบ National e-payment ถือเป็นหัวใจสำคัญในการจัดเก็บภาษีที่จะเกิดประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะกรมสรรพากร จะสามารถรับรู้รายรับรายจ่ายของผู้เสียภาษีทั้งบุคคลธรรมดา และนิติบุคคล เพราะข้อมูลทุกยอดการใช้จ่ายผ่านระบบดังกล่าวจะวิ่งมาที่กรมสรรพากรทำให้กรมฯสามารถประเมินภาษีได้อย่างแม่นยำ

ขณะเดียวกัน ด้วยระบบดังกล่าว จะเป็นการบังคับให้ผู้เสียภาษีทำบัญชีเล่มเดียวเพื่อยื่นต่อกรมสรรพากร ดังนั้นการเตรียมความพร้อมของผู้ประกอบการจึงเป็นเรื่องสำคัญที่กรมสรรพากร ได้เดินสายให้คำแนะนำ และ รวมถึง ในปี 2562 ที่การยื่นขอกู้เงินจากสถาบันการเงินจะถูกกำหนดให้ ใช้บัญชีที่ยื่นแสดงภาระภาษีต่อกรมสรรพากรเป็นหลักฐานการกู้เงินด้วย

“อี-เพย์เมนท์เป็นหัวใจของการจัดเก็บภาษี ซึ่งขณะนี้ ทุกคนมีความสุขกับการทำบัญชีแบบลูกครึ่งมานาน วันนี้ประเทศไทยเดินหน้า ต้องให้ทุกคนแข็งแรงและโปร่งใส ตัวบังคับอีกข้อ คือ วันที่ 1 ม.ค.2562 งบการเงินที่ปล่อยกู้ เราคุยกับแบงก์ชาติเรียบร้อยแล้วว่า จะต้องใช้งบการเงินที่ยื่นต่อกรมสรรพากรเท่านั้น”