ครม. เห็นชอบกฎหมายจัดตั้งกรมการขนส่งทางราง ขณะเดียวกันมีมติให้การรถไฟฯ แยกหน่วยงานตั้งเป็น3 บริษัทลูกเพื่อให้สอดคล้องกัน
รัฐบาลปฏิรูประบบรางด้วยการตั้งกรมขนส่งทางรางเพื่อดูแลระดับนโยบาย ขณะที่การรถไฟแห่งประเทศไทย(ร.ฟ.ท.)เป็นหน่วยงานด้านปฏิบัติ พร้อมทั้งปรับโครงสร้างร.ฟ.ท.ด้วยการตั้งบริษัท 3 แห่ง เพื่อความคล่องตัวในการบริหารและการแยกบัญชี
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งใหญ่สุดที่มีความพยายามปฏิรูปร.ฟ.ท. จากเดิมที่เป็นเพียงการปรับปรุงการทำงานภายใน และเพื่อปรับบทบาทการบริหารระบบรางใหม่ หลังจากรัฐบาลประกาศนโยบายปฏิรูประบบราง ซึ่งจะเข้ามาดูแลระบบรางทั้งหมด ทั้งรถไฟฟ้าความเร็วสูงและระบบทางคู่
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วานนี้(27 ธ.ค.) มีมติเห็นชอบ ร่าง พ.ร.บ.จัดตั้งกรมการขนส่งทางราง พ.ศ. ... ซึ่งเป็นการจัดตั้งส่วนราชการระดับกรม และเป็นหน่วยงานกลางในการทำหน้าที่หลัก 3 ด้าน ได้แก่1. เสนอแนะนโยบายและกำหนดยุทธศาสตร์ 2.วางแผนโครงข่ายบริหารงานด้านการขนส่งทางรางของประเทศ 3.เป็นผู้กำหนดและกำกับดูแลมาตรฐานระเบียบมาตรฐานความปลอดภัยในการซ่อมบำรุง การประกอบการ รวมทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางราง
รวมถึงเห็นชอบ ร่างพ.ร.บ.ขนส่งทางรางพ.ศ. ...ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลัก 4 ข้อ คือ1.กำกับดูแลมาตรฐานและความปลอดภัย2.กำกับการประกอบกิจการ3.การวิจัยและพัฒนาเพื่อให้เกิดนวัตกรรมในระดับประเทศและภูมิภาค 4. ส่งเสริมการขนส่งทางรางเพื่อสนับสนุนการขนส่งรูปแบบอื่นๆ
หลังจากนี้ ครม. จะส่งร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับไปให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจสอบและรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาและประกาศใช้ต่อไป
“การจัดตั้งกรมการขนส่งทางรางเป็นนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการแยกการบริหารงาน การกำกับดูแลและการประกอบการออกจากกัน โดยกรมการขนส่งทางรางจะรับผิดชอบในส่วนของนโยบายและยุทธศาสตร์ รวมทั้งเรื่องของการกำกับดูแล” นายอาคมกล่าว
ตั้งบริษัทลูก3แห่งภายในปี 2567
นายชาติชาย ทิพย์สุนาวี ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. ยังเห็นชอบให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ปรับโครงสร้างให้สอดคล้องกับการจัดตั้งกรมการขนส่งทางราง โดยแยกหน่วยงานออกมาจัดตั้งเป็นบริษัทลูก 3 แห่ง ได้แก่ บริษัทเดินรถ บริษัทซ่อมบำรุงรางและล้อเลื่อน ภายในปี 2567 รวมถึงจัดตั้งบริษัทบริหารทรัพย์สินภายในปี 2563แต่ ร.ฟ.ท. ยังคงถือหุ้นทั้ง 3 บริษัท 100%
ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวต่อว่า ในระหว่างที่ร่าง พ.ร.บ.จัดตั้งกรมการขนส่งทางรางและ ร่างพ.ร.บ.ขนส่งทางรางยังไม่ประกาศใช้ ทางสำนักงานนโยบายแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) จะใช้เวลา 3 เดือนเพื่อเตรียมพร้อมด้านบุคลากรคู่ขนานกัน เพื่อให้สามารถแยกหน่วยงานออกมาได้ทันทีเมื่อกฎหมายประกาศใช้
สนข.ชี้เพิ่มความคล่องตัวบริหาร
ด้านนายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เปิดเผยว่า การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) และกระทรวงการคลังได้ร่วมกันหารือถึงแผนปรับโครงสร้างและแยกหน่วยงานของ ร.ฟ.ท. มาตั้งเป็นบริษัทลูก เนื่องจากโครงการเดิมของ ร.ฟ.ท. ต้องใช้เงินอุดหนุนจำนวนมาก แต่ไม่สามารถแยกบัญชีรายรับรายจ่ายออกมาได้และ ร.ฟ.ท. ก็ยังประสบปัญหาขาดทุน
แต่เมื่อมีการแยกหน่วยงานออกมาตั้งเป็นบริษัทลูกคล้าย บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ผู้บริหารรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงค์ ก็จะทำให้ภาครัฐสามารถแยกบัญชีและจ่ายเงินอุดหนุนเฉพาะส่วนที่จำเป็น เช่น บริษัทซ่อมบำรุง และลดการจ่ายเงินอุดหนุนในส่วนที่มีรายได้อย่าง บริษัท จัดการทรัพย์สิน โครงสร้างใหม่นี้จึงจะทำให้ ร.ฟ.ท. มีประสิทธิภาพและความคล่องตัวในการดำเนินงานมากขึ้น
ครม.อนุมัติรถไฟกู้1.2หมื่นล้าน
นายพิชิต อัคราทิตย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า วานนี้ (27 ธ.ค.) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติวงเงินกู้เพื่อบรรเทาปัญหาขาดสภาพคล่องของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ในงบประมาณปี 2560 วงเงินรวม 12,100 ล้านบาท ซึ่ง ร.ฟ.ท. จะขอเบิกเงินกู้ประเภทนี้ทุกปี เนื่องจากมีรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย
ในปีนี้จะนำเงินกู้ไปทดแทนรายได้ของ ร.ฟ.ท. ที่หายไป 300 ล้านบาท เนื่องจากการขนส่งสินค้าจากสถานีบรรจุและยกสินค้ากล่อง (ICD)ลาดกระบังไปยังท่าเรือแหลมฉบังลดลง และเงินอุดหนุนจากภาครัฐยังลดลงจาก 5,000 ล้านบาท เหลือ 2,500 ล้านบาท
ที่ประชุม ครม. ยังเห็นชอบวงเงินกู้ระยะสั้นของ ร.ฟ.ท. จำนวน 800 ล้านบาทจากธนาคารกรุงไทย โดยเงินกู้ส่วนนี้เป็นการเบิกเงินเกินบัญชี (OD) ในกรณีที่มีความจำเป็นและมีระยะเวลา 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 30 มี.ค. 2560-29 มีนาคม 2561
นายพิชิตกล่าวต่อว่า ที่ประชุม ครม. ยังเห็นชอบการอนุมัติเงินกู้เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) วงเงิน 2,161 ล้านบาท โดย ขสมก. ต้องการนำเงินกู้ดังกล่าวไปชำระหนี้เดิมและเปลี่ยนแหล่งเงินกู้ใหม่ ซึ่งช่วยลดภาระดอกเบี้ยลงเหลือ 2-3% จากเดิมอยู่ที่ 6-7% แนวทางนี้จึงส่งผลต่อภาระการเงินและแผนฟื้นฟูกิจการของ ขสมก.









