วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

บอร์ด'แอลเอชแบงก์'ยืดเวลาร่วมทุนแบงก์ไต้หวันออกไป9เดือน

บอร์ด“แอลเอช แบงก์” ยืดเวลาร่วมทุนกับแบงก์ไต้หวันออกไป 9 เดือนเพื่อให้การร่วมทุนบรรลุผลสำเร็จ

นางศศิธร พงศธร กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป จำกัด มหาชน หรือ LH BANK ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ แลนด์แบงก์ แจ้งความคืบหน้าเรื่องการร่วมทุนกับ CTBC Bank Company Limitedว่า ตามที่บริษัทได้ร่วมลงนามในสัญญาจองซื้อหุ้น (Share Subscription Agreement (SSA)) กับ CTBC Bank Company Limited หรือ CTBCในการร่วมเป็นพันธมิตรเพื่ออยายธุรกิจของธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.2559 ที่ผ่านมาและได้แจ้งให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยทราบแล้วนั้น บริษัทขอแจ้งให้ทราบว่า ปัจจุบันการดำเนินการร่วมทุนยังไม่แล้วเสร็จคณะกรรมการบริษัท ได้มีการประชุมครั้งที่15/2559 วันนี้ (23 ธ.ค.) โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ขยายระยะเวลาการร่วมทุนกับ CTBC จากที่กำหนดไว้เดิมวันที่ 31 ธ.ค.2559 เป็นวันที่ 30 ก.ย.2560 เพื่อมีความยืดหยุ่นของระยะเวลาดำเนินการต่างๆ เพื่อให้การร่วมทุนบรรลุผลสำเร็จ

โดยก่อนหน้านี้ แอลเอชแบงก์ ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงพันธมิตร (MOU in relation to Share Subscription Agreement) กับ CTBC Bank Co., Ltd. หรือ CTBC Bank สถาบันการเงินชั้นนำจากไต้หวัน โดยร่วมมือเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ เสริมความแข็งแกร่งด้านเงินทุน และเสริมศักยภาพในการขยายธุรกิจ ของธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) โดยมีธนาคารไทยพาณิชย์ เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 

การลงนามในบันทึกข้อตกลงพันธมิตรร่วมกับ CTBC Bank ครั้งนั้ เพื่อตกลงในหลักการเกี่ยวกับการออกและจองซื้อหุ้นที่จะออกใหม่ โดยในบันทึกข้อตกลง LHBANK จะทำการออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนเพื่อเสนอขายต่อบุคคลในวงจำกัด (Private placement) ให้แก่ CTBC Bank ในราคาหุ้นละ 2.20 บาท มูลค่า 16,599ล้านบาท ซึ่งจะทำให้ CTBC Bank เข้ามามีสัดส่วนการถือหุ้น 35.6% ใน LHBANK 

โดยหลังจากเสร็จสิ้นขั้นตอนการออกและจองซื้อหุ้นเพิ่มทุนดังกล่าว CTBC Bank จะเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการธุรกิจของธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หลังจากการลงนามบันทึกข้อตกลงพันธมิตรในครั้งนี้ จะมีการทำ Due Diligence และการเจรจาเพื่อเข้าทำสัญญาจองซื้อหุ้น (Share Subscription Agreement) โดยการทำธุรกรรมครั้งนี้ต้องได้รับอนุมัติจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) คณะกรรมการกำกับดูแลสถาบันการเงินในไต้หวัน รวมทั้งผู้ถือหุ้นของ LHBANK ทั้งนี้ คาดว่าความร่วมมือ

เป็นพันธมิตรในการเพิ่มทุนครั้งนี้ จะดำเนินการแล้วเสร็จปลายไตรมาส 3 ของปี 2559 

นอกจากนี้ LHBANK ได้รับแจ้งจาก บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ควอลิตี้ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทว่า CTBC Bank ได้เข้าลงนามในบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับสัญญาระหว่าง ผู้ถือหุ้น (MOU in relation to Shareholders Agreement) กับ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ควอลิตี้ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) โดยภายหลังการออกหุ้นเพิ่มทุนให้ CTBC Bankแล้ว ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ทั้งสองรายดังกล่าว จะมีสัดส่วนการถือหุ้นจำนวน 21.9% และ 13.7% ตามลำดับ

การเป็นพันธมิตรระหว่าง LHBANK และ CTBC Bank จะนำไปสู่ความร่วมมือที่จะเอื้อประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองฝ่าย ซึ่งจะทำให้ฐานเงินทุนของธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ โตมากกว่าเท่าตัว หรือกว่า 32,000ล้านบาท (อัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 เพิ่มเป็น 21.3%) เพื่อเพิ่มศักยภาพในการรองรับการเติบโตและขยายกิจการของบริษัทไปยังภูมิภาค ทั้งยังเป็นการยกระดับการให้บริการทางการเงินของธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ด้วยความเชี่ยวชาญทางด้าน การบริหารการเงินส่วนบุคคล (Wealth Management) ดิจิทัลแบงกิ้ง (Digital Banking) และเทรดไฟแนนซ์ (Trade Finance) ของ CTBCBank

รวมทั้งเป็นการเพิ่มศักยภาพในการดำเนินธุรกิจของบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ได้แก่ บลจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ,บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ และบริษัทแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ แอดไวเซอรี่ จำกัด CTBC Bank เป็นบริษัทในเครือของ CTBC Financial Holding กลุ่มการเงินขนาดใหญ่จากไต้หวัน ซึ่งเป็นธนาคารเอกชนที่มีสินทรัพย์ขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 1 ของใต้หวัน ที่มีมูลค่ากว่า 109 พันล้านดอลลาร์ และเป็นธนาคารที่มีเครือข่ายและตัวแทน 106 แห่ง ครอบคลุมในกว่า 14 ประเทศ อาทิ สหรัฐ แคนาดา ญี่ปุ่น อินเดีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ฮ่องกง สิงคโปร์ และจีน เป็นต้น นอกจากนี้ CTBC Bankได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) อยู่ที่ระดับ A2 โดย Moody’s

ปัจจุบันธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ มีสาขา 127 สาขาทั่วประเทศไทย มีสินทรัพย์รวมกว่า 200 พันล้านบาท และมีอัตราการเติบโตของสินทรัพย์รวมสินเชื่อรวมและกำไรสุทธิในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 20.2% 16.8% และ 35.5% ตามลำดับ และได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating)