วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

สถาบันชู ‘กองหุ้น’ เด่น รับ ‘เฟด’ ขยับดอกเบี้ยแรง

การปรับดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ที่เพิ่มจาก 0.25-0.5% มาอยู่ที่ 0.5-0.75% เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่ได้สร้างความ

ประหลาดใจให้กับตลาดการลงทุนมากนัก แต่สิ่งที่ค่อนข้าง “เซอร์ไพร์ส” ตลาดการลงทุนเล็กน้อย คือ สัญญาณการ “ขึ้นดอกเบี้ย” ในปีหน้า ที่คณะกรรมการนโยบายการเงินของเฟด(เอฟโอเอ็มซี) ระบุว่า อาจปรับขึ้นถึง 3 ครั้ง สูงกว่าเดิมที่เคยมองว่าจะปรับขึ้นเพียง 2 ครั้ง

สัญญาณที่ถูกส่งออกมาในครั้งนี้ กดดันการลงทุนในสินทรัพย์กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ โดยมีแรง “เทขาย” ทั้ง ตราสารหนี้(บอนด์) ทองคำ และ หุ้น ในกลุ่มประเทศดังกล่าวออกมาค่อนข้างมาก สำหรับประเทศไทยนั้น นักลงทุนสถาบันมองว่า แม้จะมีแรงเทขายออกมาค่อนข้างมาก แต่ก็เริ่มเบาลงบ้างแล้ว ขณะที่ราคาสินทรัพย์หลายประเทศเริ่มมีระดับที่ “น่าสนใจ” ลงทุน

“ชวินดา หาญรัตนกูล” กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) กรุงไทย แนะนำว่า นักลงทุนควรพิจารณาลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้น ซึ่งคาดว่าจะได้รับผลดีจากการโยกย้ายเงินลงทุนจากตลาดพันธบัตรหรือตราสารหนี้เข้าสู่ตลาดหุ้นมากขึ้น โดย “ธีม” การลงทุนนั้นจะเป็น Reflation หรือการฟื้นตัวขึ้นของอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งจะเป็นแรงกดดันต่อตลาดตราสารหนี้แต่เป็นผลดีต่อตลาดหุ้นแทน

เนื่องจากตลาดหุ้นจะเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนชดเชยต่ออัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นได้ รวมถึงความคาดหวังของตัวเศรษฐกิจที่ดีขึ้นจะส่งผลให้การเติบโตของบริษัทจดทะเบียนสูงขึ้นด้วยเช่นกัน

กลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับประโยชน์ เช่น กลุ่มธนาคารและการเงิน กลุ่มพลังงาน กลุ่มโลหะอุตสาหกรรม ซึ่งสอดคล้องกับการฟื้นตัวของอัตราดอกเบี้ย ราคาพลังงาน และราคาโลหะ และแนะนำกองทุนรวมหุ้น ที่เน้นการลงทุนต่างประเทศรายอุตสาหกรรมเพื่อให้สอดคล้องธีมการลงทุน

สำหรับการลงทุนรายประเทศนั้น คาดว่ากลุ่มพัฒนาแล้ว อย่างสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และยุโรปยังเป็นที่น่าสนใจแต่ยังต้องอาศัยการหาจังหวะลงทุนเนื่องจากตลาดได้รับรู้ข่าวดีไปบ้างแล้ว ส่วนตลาดหุ้นของตลาดเกิดใหม่ คาดว่าจะกลับมาฟื้นตัวตามตลาดพัฒนาแล้วได้ แต่จะเกิดขึ้นทีหลังและใช้เวลาอีกสักระยะ โดยอินเดียรวมถึงตลาดหุ้นไทยยังเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับการลงทุนในตลาดเกิดใหม่

ด้าน “ต่อ อินทรวิวัฒน์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ. แมนูไลฟ์ มองว่า บริษัทยังเน้นกองทุนรวมหุ้นกลุ่มเอเชียและอาเซียน ซึ่งเป็นภูมิภาคที่ยังมีสภาพคล่องสูงและสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าตลาดในประเทศพัฒนาแล้ว โดยจะมีปัจจัยบวกจากนโยบายภาครัฐ และโครงการสาธารณูปโภคต่างๆ ที่จะเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงกองทุนตราสารหนี้ ที่เป็น Total return style ด้านเครดิตเป็นหลักมากกว่าด้านอัตราแลกเปลี่ยน เพราะขณะนี้อัตราแลกเปลี่ยนยังไม่นิ่งและแบงก์ยังโค้ดราคาป้องกันความเสี่ยงสูงทำให้ผลตอบแทนเมื่อแปลงกลับเป็นเงินบาทยังไม่ดีพอ

“ไม่ว่าดอกเบี้ยจะเป็นอย่างไรบริษัทยังเชื่อในการลงทุนระยะยาวสำหรับการวางแผนเพื่อการเกษียณอายุนั้นยังแนะนำการลงทุนอย่างยูนิตลิงค์ LTFและ RMF รวมถึงให้ความรู้กับนักลงทุนกระจายความเสี่ยงและกระตุ้นให้กล้าเสี่ยงเพิ่มขึ้น เพื่อให้รับผลตอบแทนตามเป้าหมายและสอดคล้องกระแสเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามแนวโน้มเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยด้วย”

อย่างไรก็ตามในมุมของ “วิน พรหมแพทย์” ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ.ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล จำกัด มองว่า หลังจากเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น กลุ่มหลักทรัพย์ที่ถูกเทขายออกมามากสุดช่วง 1 เดือนก่อนหน้าที่จะมีการปรับดอกเบี้ย คือ ตราสารหนี้ และ ทองคำ แต่เชื่อว่าทั้งหมดนี้น่าจะสะท้อนและรับข่าวไปหมดแล้ว

โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปีปรับเพิ่มขึ้นจาก 2.1% เป็น 2.7% และราคาทองคำที่ปรับลดลงจาก 1,360 ดอลลาร์ เหลือ 1,140 ดอลลาร์ อยู่ในระดับที่น่าสนใจลงทุน ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุนแนะนำให้เพิ่มน้ำหนักกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นและระยะกลาง รวมทั้งกองทุนทองคำ

นอกจากนี้ กองทุนอสังหาริมทรัพย์และกองรีท มีราคาปรับย่อลงในช่วงเดือนที่ผ่านมา มองว่า มีความน่าสนใจมากขึ้น แนะนำเพิ่มน้ำหนักกองอสังหาฯ และคาดว่า กองทุนผสมตราสารหนี้และรีทก็น่าจะเริ่มฟื้นตัวแล้ว เช่นกัน

ส่วนตลาดหุ้นไทยเชื่อว่า ตราบใดที่เฟดยังไม่มีการขยับดอกเบี้ยขึ้นในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2560 ตลาดหุ้นไทยจะยังคงเป็นบวกและเงินทุนอาจจะไหลกลับเข้ามาได้ คาดว่า กลุ่มหลักทรัพย์ที่ยังให้ความสนใจ ได้แก่ กลุ่มอุปโภคและบริโภคในประเทศ ท่องเที่ยว และรับเหมาก่อสร้าง

วิน บอกด้วยว่า การปรับการคาดการณ์ หรือ Dot Plot อัตราดอกเบี้ยเฟดปี 2560 จากเดิม 2 ครั้ง เป็น 3 ครั้งทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐ ปรับตัวลงเล็กน้อย ประกอบกับราคาน้ำมันปรับตัวลง จึงคาดว่า ตลาดหุ้นเอเชียน่าจะปรับตัวลงตาม ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุ 10 ปรับขึ้น 0.1% เป็น 2.56% เป็นระดับสูงสุดในรอบ 2 ปี

ที่น่าสนใจ คือ เฟดปรับการประมาณการณ์จีดีพีปี60 จากเดิม 2.0% เป็น 2.1% อัตราการว่างงาน จาก 4.6% เป็น 4.5% และอัตราเงินเฟ้อ คาดว่า 1.9% แสดงถึงการฟื้นตัวดีต่อเนื่องของเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ยังคงต้องติดตามว่านโยบายการคลังและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของทรัมป์จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ผลเพียงใด