วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ศูนย์วิจัยกสิกรคาดช้อปช่วยชาติหนุนเงินสะพัด1.3หมื่นล้าน

ศูนย์วิจัยกสิกร ระบุ ขยายกรอบใช้จ่ายเพื่อลดหย่อนภาษีจูงใจประชาชนวางแผนใช้จ่ายมากขึ้น คาดเงินสะพัด 13,000 ล้านในธุรกิจ“ค้าปลีก-ร้านอาหาร”

ภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ชะลอตัวต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ยังคงสร้างแรงกดดันต่อการเติบโตของธุรกิจค้าปลีก และร้านอาหารพอสมควร ส่งผลให้บรรดาผู้ประกอบการแต่ละรายต่างปรับกลยุทธ์การตลาด และออกแคมเปญส่งเสริมการตลาดต่อเนื่องตลอดทั้งปี 2559 เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคออกมาจับจ่ายใช้สอย และเป็นการประคับประคองยอดขายในภาพรวมของธุรกิจไว้ 

นอกจากนี้ อีกหนึ่งปัจจัยหนุนสำคัญที่ จะช่วยกระตุ้นยอดขายให้กับภาคธุรกิจค้าปลีก ร้านอาหารและธุรกิจบริการ ในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2559 ได้แก่ มาตรการ “ช้อปช่วยชาติ 15,000 บาท” ซึ่งน่าจะจูงใจให้ผู้บริโภคออกมาจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้นจากช่วงปกติที่ไม่มีมาตรการดังกล่าว 

ผลจากมาตรการ “ช้อปช่วยชาติ 15,000 บาท” ที่ออกมากระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภคช่วงปลายปีที่แล้ว แม้เป็นระยะเวลาที่ค่อนข้างสั้น (เพียง 1 สัปดาห์) แต่ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคจำนวนมาก 

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า แรงส่งของมาตรการ ช้อปช่วยชาติที่ออกมาช่วงท้ายของปีนี้ จะส่งผลต่อเม็ดเงินที่สะพัดในกลุ่มธุรกิจค้าปลีก ร้านอาหาร และธุรกิจบริการอื่นๆ ที่สูงกว่ามาตรการที่ออกมากระตุ้นครั้งก่อน โดยพิจารณาจากการขยายกรอบเวลาของการใช้จ่ายซื้อสินค้าและบริการที่เพิ่มขึ้น

การขยายกรอบระยะเวลาในการใช้จ่ายเพื่อลดหย่อนภาษี จูงใจให้ประชาชนวางแผนใช้จ่ายมากขึ้น คาดเงินสะพัดในธุรกิจค้าปลีก ร้านอาหาร และบริการอื่นๆ  13,000 ล้านบาท

ประชาชนกว่า60%ใช้สิทธิช้อปช่วยชาติ

จากการสำรวจของศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่า มาตรการช้อปช่วยชาติ 15,000 บาทในปี 2559 ค่อนข้างได้รับความสนใจจากประชาชนที่ต้องเสียภาษีมากกว่าปีที่ผ่านมา สะท้อนได้จากประชาชนกว่า 60%  ของผู้ที่ตอบแบบสอบถามทั้งหมด มีการวางแผนจะซื้อสินค้าและบริการในช่วงวันที่ 14-31 ธ.ค.2559 เพื่อต้องการใช้สิทธิจากมาตรการดังกล่าว มาลดหย่อนภาษีเพิ่มขึ้นกว่าปีที่แล้ว โดยให้เหตุผลว่า ปีนี้ มีการรับรู้ข่าวสารล่วงหน้า และด้วยระยะเวลาการใช้สิทธิที่นานขึ้น (เป็นระยะเวลาเกือบ 3 สัปดาห์ จากเดิมปีที่แล้วเพียง 1 สัปดาห์) ทำให้มีเวลาเตรียมตัว และวางแผนการใช้จ่ายซื้อสินค้าและบริการที่นานขึ้น ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกให้กับคน ที่ใช้สิทธิ่ไม่ต้องเร่งรีบ เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ที่มีระยะเวลาใช้จ่ายค่อนข้างสั้น การเข้าแถวต่อคิวเพื่อรับใบกำกับภาษี จะรวดเร็วขึ้น ไม่ต้องต่อคิวรอนาน ในจำนวนนั้นผู้ที่สิทธิมี 34% ที่ใช้สิทธิเต็มจำนวน 

ดังนั้นการที่ภาครัฐ ได้ออกมาตรการช้อปช่วยชาติ เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชนภายในประเทศ น่าจะจูงใจให้ประชาชนที่ต้องการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีมีการวางแผนการใช้จ่ายในช่วงเวลาดังกล่าวมากขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสให้กับบรรดาผู้ประกอบการค้าปลีก (ที่จดทะเบียนอยู่ในระบบและสามารถออกใบกำกับภาษีได้) เช่น ห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านค้าเฉพาะที่อยู่นอกห้างฯ (อาทิ ร้านเฟอร์นิเจอร์ ศูนย์จำหน่ายประดับยนต์) รวมถึงร้านอาหารโดยเฉพาะเชนร้านอาหาร ร้านอาหารในห้างสรรพสินค้า ร้านอาหารในโรงแรม และภัตตาคาร รวมถึงธุรกิจบริการอื่นๆ อาศัยช่วงดังกล่าวเพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจ

ค้าปลีกแห่จัดกิจกรรมดึงลูกค้า

นอกจากนี้ ด้วยข้อจำกัดทางด้านกำลังซื้อของลูกค้าบางกลุ่ม รวมถึงคนที่ต้องการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีแต่ยังไม่ได้มีการวางแผนการใช้จ่าย ผู้ประกอบการค้าปลีกก็อาจจะมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดควบคู่ไปกับมาตรการดังกล่าว เพื่อจูงใจให้ลูกค้าตัดสินใจใช้จ่ายได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดในกลุ่มสินค้าที่ลูกค้าให้ความสนใจซื้อเพื่อนำมาใช้สิทธิในการลดภาษี อาทิ อาหารเครื่องดื่ม ของใช้ส่วนตัว กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าแฟชั่น (เสื้อผ้า รองเท้า) โดยรูปแบบการทำการตลาดยังคงให้ความสำคัญกับการลดราคาสินค้า การชูความคุ้มค่าคุ้มราคา และการผ่อนชำระ 0% ที่นานขึ้น เพื่อจูงใจกลุ่มลูกค้าที่ต้องการใช้สิทธลดหย่อนภาษีแต่มีฐานเงินเดือนไม่สูงนัก

ดึงผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบภาษีมากขึ้น  

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังมองว่า ผลจากมาตรการดังกล่าว ทำให้กลุ่มผู้ประกอบการค้าปลีก ร้านอาหารและธุรกิจบริการบางส่วนที่ไม่ได้จดทะเบียน หรืออยู่นอกระบบ เช่น ผู้ประกอบการค้าปลีกและร้านอาหารเอสเอ็มอี หรือผู้ประกอบการ E-Commerce ตระหนักถึงโอกาส และข้อได้เปรียบ อาจจะนำมาซึ่งการดึงกลุ่มผู้ประกอบการเหล่านี้ให้เข้าสู่ระบบได้เพิ่มขึ้น 

"ผลจากมาตรการ “ช้อปช่วยชาติ” ที่ออกมาช่วง 18 วัน น่าจะกระตุ้นการใช้จ่ายซื้อสินค้าของประชาชน คิดเป็นเม็ดเงินที่กระจายไปสู่ธุรกิจค้าปลีก ร้านอาหาร และธุรกิจบริการอื่นๆ 13,000 ล้านบาท   แบ่งเป็นการใช้จ่ายเพื่อซื้อสินค้าในร้านค้าปลีกและบริการทั่วไปรวม 12,000 ล้านบาท และการรับประทานอาหารที่ร้านอาหาร 1,000 ล้านบาท"

จากคนที่ต้องการใช้จ่ายเพื่อลดหย่อนภาษี เนื่องจากการขยายกรอบระยะเวลาในการซื้อสินค้าและบริการ ทั้งนี้ เม็ดเงินดังกล่าว คำนวณโดยให้น้ำหนักกับกลุ่มผู้บริโภคที่มีความสามารถการใช้จ่าย คาดว่าจะซื้อสินค้าและบริการในวงเงินตามที่ภาครัฐกำหนด และใช้สิทธิลดหย่อนภาษีค่อนข้างเต็มที่ ขณะที่มีกลุ่มผู้บริโภคอีกส่วนหนึ่ง อาจจะไม่สามารถใช้สิทธิได้เต็มที่ เพราะมีรายได้ต่อเดือน หรือมีเงินออมที่ไม่สูงนัก จึงทำให้มีเม็ดเงินสำหรับนำมาใช้จ่าย และลดหย่อนภาษีตามมาตรการนี้ได้จำกัดกว่า