ผู้รับเหมาไทยแบ่งเค้กรถไฟฟ้าสายสีส้ม "ช.การช่าง-ซิโนไทย" แบ่ง 2 สัญญา "อิตาเลียนไทย" คว้า 1 สัญญา "ยูนิค" คว้า 2 สัญญา คาดลงนามภายใน มี.ค.60
คณะกรรมการพิจารณาข้อเสนอการประกวดราคาจ้างก่อสร้างงานโยธาโครงการสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย-มีนบุรี (สุวินทวงศ์) ได้ผู้รับเหมา 4 ราย ซึ่งทั้งหมดเป็นผู้รับเหมารายใหญ่ของไทย ขณะกลุ่มรับเหมาต่างชาติไม่ได้รับการคัดเลือก
นายภคพงศ์ ศิริกันทรมาศ รองผู้ว่าการ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ในฐานะประธานกรรมการพิจารณาข้อเสนอการประกวดราคาจ้างก่อสร้างงานโยธาโครงการสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย-มีนบุรี (สุวินทวงศ์) กล่าวว่าคณะกรรมการฯได้เปิดข้อเสนอซองที่ 3 ด้านราคา สัญญาที่ 1, 2, 3, 4 และ 6 มูลค่ารวม 7.4 หมื่นล้านบาท ระยะทาง 23 กิโลเมตร จำนวน 5 สัญญา โดยกลุ่มผู้รับเหมาไทยเสนอราคาต่ำสุด
สัญญาที่ 1 งานโยธาใต้ดิน ช่วงศูนย์วัฒนธรรม-รามคำแหง 12 ปรากฏว่ากิจการร่วมค้า CKST JOINT VENTURE ซึ่งประกอบด้วย บริษัท ช.การช่าง จํากัด (มหาชน) หรือ CK และบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STEC เป็นผู้เสนอราคาต่ำสุดที่ 20,698 ล้านบาท จากราคากลาง 20,735.8 ล้านบาท
สำหรับรายอื่น คือ กิจการร่วมค้า SY-UN ซึ่งประกอบด้วยบริษัท ซันยอง เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด และบริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ UNIQ ยื่นข้อเสนอที่ 20,963.8 ล้านบาทและบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวปล๊อปเมนต์ จำกัด หรือ ITD ยื่นข้อเสนอที่ 20,733 ล้านบาท
สัญญาที่ 2 งานโยธาใต้ดิน ช่วงรามคำแหง 12-แยกหัวหมาก ปรากฏว่ากิจการร่วมค้า CKST เสนอราคาต่ำสุดที่ 21,572 ล้านบาท จากราคากลาง 21,604.6 ล้านบาท ด้าน SY-UN เสนอราคาที่ 21,852.4 ล้านบาท และ ITD เสนอราคาที่ 21,602.6 ล้านบาท
สัญญาที่ 3 งานโยธาใต้ดินช่วงหัวหมาก-คลองบ้านม้า ปรากฏว่า ITD เสนอราคาต่ำสุดที่ 18,589.7 ล้านบาท จากราคากลาง 18,655.7 ล้านบาท ด้านกิจการร่วมค้า CKST เสอนราคาที่ 18,653 ล้านบาท และกิจการร่วมค้า SY-UN เสนอราคาที่ 18,845 ล้านบาท
สัญญาที่ 4 งานโยธาทางยกระดับช่วงคลองบ้านม้า-สุวินทวงศ์ ปรากฏว่า UNIQ เสนอราคาต่ำสุดที่ 9,999 ล้านบาท จากราคากลาง 10,025.1 ล้านบาท ด้านกิจการร่วมค้า CKST เสนอราคาที่ 10,022 ล้านบาทและ ITD เสนอราคาที่ 10,121.10 ล้านบาท
สัญญาที่ 6 ระบบราง ปรากฏว่า UNIQ เสนอราคาต่ำสุดที่ 3,750 ล้านบาท จากราคากลาง 3,790.2 ล้านบาท ด้านกิจการร่วมค้า CKST เสนอราคาที่ 3,780 ล้านบาทและ ITD เสนอราคาที่ 3,785 ล้านบาท
คาดเจรจาเอกชน-ลงนามสัญญามี.ค.ปีหน้า
นายภคพงศ์ กล่าวว่า เอกชนผู้เสนอราคาต่ำสุดวานนี้ยังไม่ถือเป็นผู้ชนะการประมูล เพราะคณะกรรมการฯ ต้องกลับไปพิจารณาและคำนวณความถูกต้องของข้อเสนอก่อนประกาศผลอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ ต้องเจรจาต่อรองกับเอกชนเพื่อให้ได้ราคาต่ำที่สุด
เบื้องต้นคาดว่า การเจรจาจะได้ข้อยุติภายในกลางเดือน ม.ค. 2560 จากนั้นจะเสนอคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟม. และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้เห็นชอบตามลำดับ คาดว่าจะลงนามในสัญญาก่อสร้างได้ในเดือน ก.พ.-มี.ค. 2560 เร็วกว่าเดิมที่คาดว่าจะลงนามได้ในเดือน พ.ค. 2560
สำหรับสัญญา 5 งานโยธาศูนย์ซ่อมบำรุงและอาคารจอดแล้วจร ราคากลางอยู่ที่ 4,915 ล้านบาท เพิ่งเปิดข้อเสนอซองที่ 2 ด้านเทคนิคเมื่อวันที่ 8 ธ.ค. ที่ผ่านมา คาดว่าพิจารณาผู้ผ่านการคัดเลือกอย่างรวดเร็วและสามารถเปิดซองที่ 3 ด้านราคาภายในสัปดาห์หน้า
ประมูลระบบอาณัติสัญญาณ-เดินรถ2เส้นกลางปี60
นายภคพงษ์ กล่าวถึงการเดินรถไฟฟ้าสายสีส้มว่า รฟม. จะเสนอให้คณะกรรมการนโยบาย การให้เอกชนร่วมลงทุนในร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (พีพีพี) พิจารณาการเปิดประมูลหาผู้ลงทุนระบบอาณัติสัญญาณและเดินรถไฟฟ้าสายสีส้ม ทั้งฝั่งตะวันออก ช่วงศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี (สุวินทวงศ์) และตะวันตก ช่วงตลิ่งชัน-ศูนย์วัฒนธรรม มูลค่า 40,000 ล้านบาท ในช่วงกลางปี 2560 และคาดว่าจะเปิดประมูลได้ช่วงปลายปี
“ผู้ชนะการประมูล จะได้เดินรถไฟฟ้าสายสีส้มทั้งเส้น เพื่อไม่ให้มีปัญหาเรื่องเดินรถเหมือนโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน”
“ปลิว”รับโมเดลธุรกิจแพ้กลุ่มบีเอสอาร์
นายปลิว ตรีวิศวเวทย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีอีเอ็ม กล่าวถึงผลการประมูลโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี วงเงิน 5.4 หมื่นล้านบาทและรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง วงเงิน 5.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งกิจการร่วมค้าบีเอสอาร์ที่นำโดยบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอสเป็นเอกชนที่ผ่านการประเมินสูงสุดว่าบีอีเอ็มยื่นข้อเสนอด้านการลงทุนและผลตอบแทนอย่างเต็มที่ และเป็นข้อเสนอดีที่สุดเท่าที่ทำได้แล้ว
สำหรับผลการประเมินเบื้องต้นขณะนี้คือ กิจการร่วมค้าบีเอสอาร์ ยื่นขอรับการอุดหนุนจากภาครัฐต่ำกว่าบีอีเอ็มและมีสิทธ์ชนะการประมูล แต่คณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 35 แห่ง พ.ร.บ. เอกชนร่วมลงทุนฯ (พีพีพี) ก็ยังอยู่ในขั้นตอนพิจารณาข้อเสนอและยังไม่ได้แจ้งผลกับบีอีเอ็มอย่างเป็นทางการ แต่หากผลออกมาว่า บีอีเอ็มแพ้การประมูล ก็จะไม่ยื่นอุทธรณ์
“วิธีการดูโมเดลธุรกิจของเรา อาจสู้อีกกลุ่มไม่ได้ เช่น อีกกลุ่มอาจจะเสนอต่อสายสีชมพูไปถึงเมืองทองธานี ซึ่งเป็นโครงการเสริมที่ทำให้มีรายได้มากขึ้นและต้นทุนลดลง หรือเสนอต่อสายสีเหลืองมาถึงแยกรัชโยธิน ซึ่งเสริมให้มีรายได้มากขึ้น ตรงนั้นทำให้โมเดลธุรกิจดีขึ้นด้วย”
สำหรับการประมูลโครงการรถไฟฟ้ารูปแบบพีพีพีอื่นๆ คงไม่ใช่ปัญหาสำหรับ บีอีเอ็มแม้บริษัทฯ อาจจะแพ้การประมูลรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสายสีเหลือง เพราะแต่ละสายก็มีวิธีการคิดเรื่องผลประโยชน์ รายได้และความเสี่ยงแตกต่างกัน
ชี้ผลประมูลรถไฟฟ้าไม่กระทบรายได้
นายปลิว กล่าวถึงการประมูลงานโยธาโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี ที่เปิดข้อเสนอซองที่ 3 ด้านราคา จำนวน 5 สัญญา รวมมูลค่า 7.4 หมื่นล้านบาทวานนี้ (9 ธ.ค.) บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) ผู้ถือหุ้นใหญ่บีอีเอ็มก็เสนอราคาอย่างเต็มที่ทุกสัญญา
อย่างไรก็ตาม นายปลิว กล่าวว่า การประมูลงานรถไฟฟ้าจะไม่ส่งผลกระทบกับผลประกอบการของ ช.การช่าง ที่มีงานในมือสูงถึง 80,000 ล้านบาท โดยหาก บริษัทฯ ประมูลโครงการรถไฟฟ้าไม่ได้เลย ก็ยังมีรายได้ 30,000-40,000 ล้านบาทต่อปี ในอีก 3 ปีข้างหน้า อีกทั้งยังมีโครงการอื่นๆ ที่อยู่ระหว่างรอการลงนามในสัญญา ส่วนรายได้ในปีนี้ ก็ไม่ลดลงและจะมากกว่าปีก่อนอย่างแน่นอน









