"แบงก์ชาติ" เผยเศรษฐกิจ ต.ค.กลับมาชะลอตัว ผลกระทบจากปราบทัวร์ผิดกฎหมาย นักท่องเที่ยวจีนลด 16% ห่วงปัญหาลากยาวกระทบเศรษฐกิจปีหน้า
ผลกระทบจากการปราบปรามทัวร์ผิดกฎหมายเริ่มส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจ โดยตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนเดือน ต.ค. ลดลงไปกว่า 16% ขณะที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินว่า นักท่องเที่ยวจีนในปีนี้ อาจลดลงมากกว่าที่เคยประเมินไว้ที่ 2 แสนคน ส่งผลกระทบต่อการบริโภคในหมวดการท่องเที่ยว
นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยเดือน ต.ค. ขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า โดยการใช้จ่ายภาครัฐยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจ ขณะที่การท่องเที่ยวเริ่มชะลอลง จากนักท่องเที่ยวต่างประเทศและนักท่องเที่ยวไทย ส่งผลให้การบริโภคภาคเอกชนในหมวดที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมการท่องเที่ยวแผ่วลงด้วย
“นักท่องเที่ยวเดือน พ.ย.มีจำนวน 2.2 ล้านคน เติบโต 0.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 10.1% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า โดยนักท่องเที่ยวที่ลดลงส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวจากจีน ซึ่งลดลงไปถึง 16% เป็นผลกระทบจากการปราบปรามทัวร์ผิดกฎหมาย แต่นักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นๆ เติบโตขึ้น ทำให้ตัวเลขโดยรวมยังเติบโตได้เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน”
หวั่นลามปีหน้ากระทบศก.
นายดอน กล่าวว่า ธปท.อยู่ระหว่างประเมินตัวเลขนักท่องเที่ยวจากจีน จะส่งผลต่อเนื่องยาวนานแค่ไหน ซึ่งตัวนี้ค่อนข้างสำคัญ เพราะจะมีผลต่อการเติบโตเศรษฐกิจปีหน้า เนื่องจากการท่องเที่ยวในปัจจุบันมีสัดส่วนสูงราว 11-12% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี)
“ตัวนี้ค่อนข้างสำคัญ ซึ่งเราคงจะนำเข้าประเมินนการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 21 ธ.ค.นี้ เพราะเดิมเรามองว่าผลกระทบในปีนี้จะทำให้นักท่องเที่ยวจีนหายไป 2 แสนคน ในปีหน้าอีกหลักแสนคนเช่นกัน แต่จากข้อมูลจริงที่ได้มาพบว่า ผลกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวมีมากกว่าที่เคยประเมินไว้”
นายดอน กล่าวว่า สิ่งที่ต้องดู คือ ผลกระทบตรงนี้จะกินเวลาเท่าใด ถ้าแค่ 3 เดือนก็คงไม่มากนัก แต่ถ้ากินกว่า 6 เดือนขึ้นไป อาจมีผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีหน้า เพราะจะทำให้การท่องเที่ยวซึ่งเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจหายไป
อย่างไรก็ตาม การปราบปรามทัวร์ผิดกฎหมาย จะส่งผลดีต่อการท่องเที่ยวของไทยในระยะกลางถึงยาว เพราะจะทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่มาไทย เป็นนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพมากขึ้น
ส่งออกมีสัญญาณที่ดี
สำหรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในปีนี้ แม้จำนวนนักท่องเที่ยวที่หายไปจะมากกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ แต่ผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทยอาจจะไม่มากนัก เนื่องจากได้ตัวเลขการส่งออกที่ดีกว่าคาดมาชดเชย โดย ธปท. คาดว่า การส่งออกปีนี้จะหดตัว 2.5% แต่จากตัวเลข 10 เดือนแรกที่ออกมา หดตัวลง แค่ 1.5% และแม้ว่าเดือนต.ค.ส่งออกจะหดตัว 4.3%แต่ถ้ามองไปข้างหน้าถือว่ามีสัญญาณบวกที่ดี สะท้อนผ่านการผลิตหลายตัวที่เพิ่มสูงขึ้นเพื่อสต็อกสินค้าไว้รอการส่งออกในอนาคต ซึ่งเป็นไปตามคำสั่งซื้อที่มีเข้ามา
นายดอน กล่าวว่า การท่องเที่ยวที่ชะลอตัว ส่งผลให้การบริโภคภาคเอกชนในเดือนต.ค.ชะลอตัวลงตามด้วย โดยเฉพาะในหมวดที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว เช่น โรงแรม ภัตตาคาร การขนส่งผู้โดยสาร
ส่วนมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวที่รัฐบาลนำออกใช้ถือว่าทำได้ถูกเวลา ซึ่งน่าจะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วงปลายปีได้ และเข้าใจว่ายังมีอีกหนึ่งมาตรการที่รัฐบาลเตรียมผลักดันออกมา คือ ช้อปช่วยชาติ ซึ่งมาตรการนี้ก็น่าจะส่งผลดีต่อการบริโภคภาคเอกชนเช่นกัน
นายดอน กล่าวว่า ในส่วนของการลงทุนภาคเอกชน เดือน ต.ค.ยังคงหดตัวต่อเนื่องที่ 1.5% แต่ ธปท. เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของการลงทุนภาคเอกชนบ้าง จากการนำเข้าสินค้าทุนที่เริ่มดีขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า
คลังเลื่อนจ่ายเงินคนจนเป็น 3 ธ.ค.
ด้านนายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังได้เลื่อนการจ่ายเงินผู้มีรายได้น้อยเป็นวันที่ 3 ธ.ค.นี้ จากกำหนดเดิมที่จะจ่ายในวันนี้ ( 1 ธ.ค.) เนื่องจาก ขณะนี้ พบว่า ข้อมูลด้านรายได้ของผู้ลงทะเบียนกว่า 1 หมื่นรายมีความคลาดเคลื่อน จึงให้กรมสรรพากรไปตรวจสอบเรื่องดังกล่าวให้เรียบร้อยก่อน
“ผู้มีรายได้น้อยที่มาลงทะเบียนกว่า 8.3 ล้านราย เราพบว่า บางรายอาจจะยังมีคุณสมบัติไม่ครบจำนวนหลักหมื่นราย ได้รับรายงานว่า เพื่อให้เกิดความถูกต้อง จะต้องเช็คข้อมูลอีกรอบ เช็คเรื่องรายได้ ต้องต่ำกว่า 1 แสนบาท ให้กรมสรรพากรทบทวนอีกรอบ กลัวว่า เราจ่ายแล้ว คนจะเสียสิทธิ์ ก็ใช้เวลา 2 วัน ในการตรวจสอบเพื่อความมั่นใจ และช่วงนี้ปลายเดือนจะชนกับการโอนเงินอื่นๆด้วย แต่ยืนยันว่า เรามีเงินจ่าย”
สำหรับการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยรอบใหม่ ขณะนี้ ยังไม่ได้รับการส่งสัญญาณจาก รมว.คลัง อย่างไรก็ดี มีการเสนอว่า ควรให้มีการลงทะเบียนเร็วขึ้นจากกำหนดเดิมที่จะให้ลงราวเดือนส.ค.-ก.ย.ปีหน้า เนื่องจาก อาจจะมีผู้ที่พลาดการลงทะเบียนรอบนี้ เนื่องจาก ไม่มั่นใจว่า รัฐบาลจะเข้าไปช่วยเหลือจริง
ทั้งนี้ นายสมชัย ประเมินว่า จำนวนคนที่มีรายได้ต่ำกว่า 1 แสนบาทต่อปีนั้น มีจำนวนกว่า 10 ล้านคน หากรัฐบาลทำโครงการนี้สำเร็จ จำนวนคนจนก็จะมีน้อยลง แต่หากว่า จำนวนคนจนมีมากขึ้น ก็แสดงว่า ทำมาตรการผิด อย่างไรก็ดี เป็นนโยบายแบบทำเพียงครั้งเดียว จะไม่มีการผูกพันงบประมาณ และ จะทำในช่วงที่คนจนกำลังเดือดร้อน
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังกำลังออกแบบสวัสดิการคนจนเพิ่มเติมเพื่อให้เป็นของขวัญปีใหม่แก่ประชาชน
ส่ง“ช้อปช่วยชาติ”เข้า ครม.แล้ว
สำหรับมาตรการช็อปช่วยชาตินั้น กระทรวงการคลังได้ส่งเรื่องเข้าสู่การพิจารณาในชั้นคณะรัฐมนตรีแล้ว คงอยู่ระหว่างการบรรจุเป็นวาระ
นอกจากนี้ คลังยังเตรียมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกรอบ เน้นไปที่การลงทุนภาครัฐ เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตได้ตามศักยภาพที่ 4-5% ตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป เนื่องจากภาครัฐลงทุน ก็เชื่อว่า เอกชนจะลงทุนตาม
อย่างไรก็ตาม มาตรการทางภาษีเพื่อกระตุ้นการลงทุนของเอกชนที่จะสิ้นสุดในปีนี้ ทางกระทรวงการคลังยืนยันที่จะไม่ต่ออายุออกไปอีก
พบต่างด้าวลงทะเบียนคนจนด้วย
ด้านแหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เมื่อวันที่ 30 พ.ย.มีคำสั่งไปยังธนาคาร3 แห่ง คือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน และธนาคารกรุงไทย เพื่อให้ชะลอการจ่ายเงินให้กับผู้มีรายได้น้อย ที่ลงทะเบียนเพื่อรับสวัสดิการแห่งรัฐกว่า 8.3 ล้านคน วงเงินรวมกว่า 1.9 หมื่นล้านบาท เนื่องจากมีปัญหาในการเชื่อมระบบจ่ายเงิน กับเว็บไซต์ www.epayment.go.th ที่จะให้ประชาชนมาตรวจสอบว่าเงินเข้าบัญชีหรือยังผ่านเว็บไซต์ดังกล่าว
นอกจากนี้ การตรวจสอบสิทธิ์ของผู้ลงทะเบียนกว่า7.05 แสนรายยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ พบปัญหาว่ามีคนที่ไม่ได้มีสัญชาติไทยมาลงทะเบียนเพื่อรับเงินดังกล่าว รวมถึงพบชื่อสกุลไม่ตรงตามบัตรประชาชน ดังนั้นจึงมีการดึงข้อมูลกลับไปตรวจสอบอีกครั้ง
“บางธนาคารแจ้งมาว่า ในช่วงต้นเดือน เป็นช่วงการจ่ายเงินเดือนเข้าบัญชีลูกค้า ดังนั้นอาจเกิดปัญหากับระบบหากมีการจ่ายเงินให้คนจนในวันที่ 1 ธ.ค.นี้ ประกอบกับปัญหาข้างต้น คาดว่าอาจต้องเลื่อนการจ่ายเงินไปเป็นช่วงสัปดาห์หน้า”
ทั้งนี้ การจ่ายเงินสวัสดิการรัฐ หากมีรายได้ไม่เกิน 3 หมื่นบาทต่อปี รัฐจ่ายให้ 3 พันบาท รายได้เกิน 3 หมื่นบาท แต่ไม่เกิน 1แสนบาทต่อปี ได้รับ 1.5 พันบาท









