"บ้านปู" เล็งซื้อเหมืองถ่านหินเพิ่ม หวังขยายปริมาณสำรองเป็น 15 ปี หลังมองราคาถ่านหิน "ขาขึ้น" คาดราคาเฉลี่ยปีหน้า 75-85 ดอลลาร์ต่อตัน
นางสมฤดี ชัยมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) BANPU เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนที่จะเพิ่มปริมาณสำรองถ่านหินของบริษัท จาก 8 ปี เป็น 15 ปี ภายในช่วง 5 ปีต่อจากนี้ จะช่วยให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องสามารถประเมินมูลค่าของบริษัทได้อย่างตรงไปตรงมามากขึ้น โดยจะพิจารณาซื้อเหมืองถ่านหินเพิ่มเติมในพื้นที่ใกล้เคียงเดิม ซึ่งจะสรุปแผนได้ในปีหน้า นอกจากนี้บริษัทจะใช้วิธีการขยายเหมืองเดิมผ่านการขุดเหมืองให้ลึกลงไปมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้เห็นปริมาณถ่านหินเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้แหล่งเงินทุนจะมาจากกระแสเงินสดและเงินกู้จากสถาบันการเงิน
ส่วนแนวโน้มราคาถ่านหินหลังจากนี้ มองว่าจะทรงตัวในระดับสูงที่ 90 - 100 ดอลลาร์ต่อตัน ไปจนถึงไตรมาส 1ปี2560 เป็นผลจากปริมาณผลิตถ่านหินที่ลดลงในอินโดนีเซียเพราะฝนที่ตกหนักในช่วงที่ผ่านมา และเป็นช่วงฤดูหนาวทำให้มีความต้องการที่จะสต๊อกถ่านหินเพิ่มขึ้น
“คาดว่าระดับที่เหมาะสมของราคาถ่านหินอ้างอิงในปีหน้าจะอยู่ที่ 75 - 85 ดอลลาร์ต่อตัน จากปีนี้ที่กว่า 60 ดอลลาร์ต่อตัน ตามความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้น แม้ราคาจะลดลงจากปัจจุบันที่ราว 94 ดอลลาร์ต่อตัน เป็นผลจากจีนเริ่มให้เหมืองขนาดใหญ่สามารถกลับมาผลิตได้ 330 วันเช่นเดิม จากที่ปรับลดไปเหลือ 276 วันก่อนหน้านี้ และสถานการณ์ในอินโดนีเซียก็น่าจะกลับมาเป็นปกติ ส่วนราคาขายเฉลี่ยของบริษัทปีนี้อยู่ที่กว่า 50 ดอลลาร์ต่อตัน ขณะที่ปีหน้าคงต้องรอดูอีกทีช่วงต้นปี”
สำหรับปริมาณการขายถ่านหินปีหน้าคาดว่าจะอยู่ที่ 45 ล้านตัน ใกล้เคียงกับปีนี้ โดยขณะนี้ขายล่วงหน้าไปแล้วประมาณ 40% เป็นการกำหนดราคาตายตัวระหว่าง 74 - 94 ดอลลารต่อตัน ประมาณ 4% ส่วนอีก 36% กำหนดให้เป็นไปตามราคาตลาด และหลังจากนี้จะทยอยขายล่วงหน้าต่อเนื่อง
นอกจากนี้บริษัทมีแผนจะซื้อแหล่งเชลล์แก๊สในสหรัฐเพิ่มเติมจากปัจจุบันมีอยู่ 1 แห่ง สร้างกำไรให้บริษัทเดือนละ 1 ล้านดอลลาร์ โดยขณะนี้พิจารณาอยู่หลายแหล่ง ทั้งนี้ มองว่าหากโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศนโยบายที่มีลักษณะคล้ายกับช่วงหาเสียง จะส่งผลบวกต่อธุรกิจพลังงานโดยภาพรวม เพราะทรัมป์ต้องการให้มีการลงทุนในสหรัฐมากขึ้น และต้องการให้เกิดการใช้พลังงานมากขึ้นในประเทศอีกด้วย









