วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผลพวงศก.ชะลอ ขึ้นเดือน-โบนัสลดลง

สอท.เปิดผลสำรวจผู้ประกอบการ 535 แห่ง ปรับขึ้นเงินเดือนลดลงจากปีก่อนเฉลี่ย 4.17%โบนัสอยู่ที่ 1.87 เดือน เหตุได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ

การสำรวจนโยบายการปรับค่าจ้างและโบนัสในปี 2559 โดยเก็บข้อมูล ณ วันที่ 14 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยมีสถานประกอบการเข้าร่วมทั้งสิ้น 535 แห่ง คิดเป็น 21.68% ขนาดกลาง 159 แห่ง คิดเป็น 29.72%และขนาดใหญ่ 260 แห่ง คิดเป็น 48.60%

นายถาวร ชลัษเฐียร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า จากการสำรวจพบสถานประกอบการขนาดใหญ่มีการปรับค่าจ้างสูงสุดในอัตรา 5% อีกทั้งยังเป็นกลุ่มคลัสเตอร์ที่จะมีการจ่ายโบนัสสูงสุด เนื่องจากสถานประกอบการขนาดใหญ่ ที่เข้าร่วมโครงการส่วนใหญ่จะมีการจ่ายโบนัส 2 เดือน ทำให้มีการจ่ายโบนัสเฉลี่ยสูงสุด 2.48 เดือน

ขณะที่ สถานประกอบการขนาดเล็ก ซึ่งเป็นคลัสเตอร์ที่จะมีการปรับค่าจ้างต่ำสุด เนื่องจากสถานประกอบการขนาดเล็กที่เข้าร่วมโครงการส่วนใหญ่มีการจ่ายโบนัส 1 เดือน ทำให้มีการจ่ายโบนัสเฉลี่ยต่ำสุดอยู่ที่ 1 เดือน และเป็นกลุ่มสถานประกอบการที่มีการปรับค่าจ้างต่ำสุด ส่วนใหญ่มีการปรับค่าจ้างเพียง 2.5-4% ทำให้มีการปรับค่าจ้างเฉลี่ยต่ำสุด 3.73%

ผลสำรวจชี้ขึ้นเงินเดือน-โบนัสลดลง

สำหรับภาพรวมของการปรับค่าจ้างและจ่ายโบนัสในปี 2559 พบว่าผู้ประกอบการจะมีการปรับในอัตราราว 4.17% และมีโบนัสอยู่ที่ 1.87 เดือน ลดลงจากปีที่ผ่านมาที่พนักงานได้รับโบนัสเฉลี่ย 2.34 เดือน

“ภาพรวมปีนี้พบว่านายจ้างจะขึ้นเงินเดือนใหม่ในปี 2560 และจ่ายโบนัสลดลง เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา เนื่องจากดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ไม่ปรับเพิ่มขึ้น ผลประกอบการไม่ดีนักโดยนายจ้าง 84% จำนวน 450 ราย จะปรับค่าจ้างให้พนักงานเฉลี่ย 4.17% จากเงินเดือน โดยปรับลดลงจากปีที่แล้วที่มีการปรับขึ้นเฉลี่ย 5.04% ส่วนโบนัสภาพรวมนายจ้าง 88% จำนวน 473 ราย พร้อมที่จะจ่ายโบนัส มีเพียง 12% จำนวน 62 ราย ที่ไม่พร้อมจ่ายโบนัสให้พนักงาน”

นายจ้างจ่ายลดลงต่อเนื่องปีที่4

นายถาวร กล่าวว่าอัตราเงินเดือนที่ปรับขึ้นและโบนัสในปีนี้ เป็นตัวเลขที่ลดลงต่อเนื่องจากช่วง 4 ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่ปี 2556 เนื่องจากช่วงนั้นได้รับอานิสงส์ในส่วนของอุตสาหกรรมรถยนต์ในโครงการรถคันแรก แต่หลังจากปี2556 พบว่าปริมาณการส่งออกรถยนต์ลดลงต่อเนื่อง ทำให้ผู้ประกอบการไม่ส่ามารถให้โบนัสสูงได้

จากการสำรวจนโยบายปรับค่าจ้างและโบนัสครั้งนี้ พบว่าคลัสเตอร์พลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมปรับขึ้นเงินเดือนให้สูงสุด5% ส่วนกลุ่มวิศวกรรมเครื่องจักรกลและงานโลหะ ปรับเงินเดือนต่ำสุด 3.03% ขณะที่การจ่ายโบนัสคลัสเตอร์ยานยนต์จ่ายสูงสุดเฉลี่ย3.37เดือน และคลัสเตอร์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์จ่ายโบนัสต่ำสุดอยู่ที่ 0.96 เดือน

เผยความต้องการแรงงานเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ พบว่าสถานประกอบการ256 แห่ง แจ้งว่ามีความต้องการเพิ่มกำลังคน 118 แห่ง ไม่ต้องการ 138 แห่ง คิดเป็น 53.91% แต่ผู้ประกอบการมีความต้องการกำลังคนเพิ่มขึ้นในปีถัดไป9,661 คน คิดเป็น 4.48% เป็นระดับต่ำกว่าม.6 จำนวน 61,091 คน คิดเป็น 2.82% ระดับปวช./ปวส. จำนวน 2,374 คน คิดเป็น 1.10% และระดับปริญญาตรีขึ้นไป 1,196 คน คิดเป็น 0.56%

ทั้งนี้จากการรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อจัดทำรายงานผลการสำรวจ มีสถานประกอบการเข้าร่วม 535 แห่งใน12 คลัสเตอร์อุตสาหกรรม ประกอบด้วย1.คลัสเตอร์การพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ 2.คลัสเตอร์เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องปรับอากาศ 3. คลัสเตอร์ปิโตรเคมี 4.คลัสเตอร์ผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงาม

5.คลัสเตอร์พลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 6.คลัสเแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ 7. คลัสเตอร์ยางและไม้ยางพารา 8.คลัสเตอร์ยานยต์/ชิ้นส่วน 9. คลัสเตอร์วัสดุก่อสร้าง 10. คลัสเตอร์วิศวกรรมเครื่องจักรกลและงานโลหะ 11. คลัสเตอร์อาหาร และ 12.คลัสเตอร์อื่น ๆ

สอท.ชี้ขึ้นค่าจ้างไม่กระทบ

นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำอีก5-10 บาท ใน 69 จังหวัดนั้น ในฐานะภาคอุตสาหกรรม พบว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยอมรับได้ เพราะมาตรการดังกล่าวไม่ได้ขึ้นพร้อมกันและเท่ากันทั่วประเทศ อีกทั้งผลกระทบต่อต้นทุนยังไม่สูง จึงไม่มีสาเหตุที่ทำให้ภาคการผลิตจะปรับขึ้นราคาสินค้าต้นทาง ยืนยันว่าหลังจากนี้จะไม่ขึ้นราคาสินค้าแน่นอน จึงต้องฝากทางภาครัฐไปดูในส่วนปลายทาง ถึงผู้บริโภคว่าจะมีการปรับขึ้นราคาสินค้าหรือไม่

ธ.โลกแนะจัดระบบขึ้นค่าแรง

นายดิลกะ ลัทธพิพัฒน์ นักเศรษฐศาสตร์ด้านการพัฒนามนุษย์ ธนาคารโลก(เวิลด์แบงก์) กล่าวว่า การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำครั้งนี้ ถือเป็นทิศทางที่ถูกต้อง เพราะเป็นการทยอยปรับขึ้น

“ครั้งนี้ปรับขึ้นเพียง 5-10 บาท หรือขึ้นมาราวๆ 2% กว่า ผลกระทบจึงไม่มาก การค่อยๆ ปรับขึ้นในลักษณะนี้ ไม่ส่งผลต่อทั้งแรงงานและผู้ประกอบการมากนัก”

นายดิลกะ กล่าวว่าอยากเห็นระบบการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ที่ทำให้ทั้งตัวแรงงานและผู้ประกอบการประเมินไปข้างหน้าได้ว่า ในอีก 4-5 ปี ค่าแรงขั้นต่ำจะเพิ่มขึ้นอย่างไรบ้าง เพื่อให้ตัวผู้ใช้แรงงานและผู้ประกอบการประเมินและปรับตัวได้ ที่สำคัญการปรับขึ้นค่าแรงก็จะไม่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

นายดิลกะ กล่าวว่า ผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเคยมีให้เห็นแล้วในอดีต ทำให้ผู้ประกอบการเล็กอยู่ไม่ได้ ขณะที่แรงงานแรงงานที่มีทักษะต่ำมีประสบการณ์น้อย ควรได้ประโยชน์แต่กลับได้รับผลกระทบมากที่สุด เป็นกลุ่มที่ถูกเลิกจ้างมากที่สุด

นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบไปยังการลงทุนด้วย โดยจะเห็นว่าหลังจากมีนโยบายนี้ออกมา ทำให้เอกชนบางกลุ่มย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา และ เวียดนามสะท้อนจากการลงทุนในประเทศเหล่านี้เพิ่มขึ้นมาก หลังจากที่ไทยปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาททั่วประเทศ