วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ไทยเบฟ'เดินหน้าลงทุน ผนึกทีซีซีฯรุกสุราอาเซียน

"ไทยเบฟ" มั่นใจเศรษฐกิจเดินหน้าลงทุน 4 พันล.เคลื่อนธุรกิจเครื่องดื่ม รับการเติบโตสู่ระยะที่ 2 ของวิสัยทัศน์ 2020 ผนึกทีซีซีฯรุกสุราเวียดนาม

ในการแถลงข่าว “ไทยเบฟฯกับผลงาน 2 ปีแรก และก้าวต่อไปอย่างมั่นคง ยั่งยืน ภายใต้วิสัยทัศน์ 2020” วานนี้ (22 พ.ย.) ยักษ์เครื่องดื่มรายใหญ่ของไทยรายนี้ ประเมินความสำเร็จในการสานวิสัยทัศน์ในระยะแรกของการดำเนินการ และกำลังก้าวสู่ระยะที่สองของวิสัยทัศน์ โดยการผนึก ทีซีซี กรุ๊ป และแสวงหาพันธมิตร รุกตลาดซีแอลเอ็มวี โดยจะให้ความสำคัญกับเวียดนาม

นายฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) คาดการณ์แนวโน้มธุรกิจเครื่องดื่มปี2560ในไทยและอาเซียนว่า ยังคงเติบโตต่อเนื่อง จากการที่ภาครัฐออกหลายมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้การบริโภคภายในประเทศปรับตัวดีขึ้น

นอกจากนี้เศรษฐกิจในอาเซียนที่ยังคงเติบโต จะมีส่วนผลักดันการบริโภคภายในประเทศนั้นๆเพิ่มขึ้น โดยปัจจัยบวกเหล่านี้ทำให้ไทยเบฟยังคงมั่นใจที่จะขยายธุรกิจในปี 2560 สานต่อวิสัยทัศน์ 2020 (ปี 2563) ต้องการเป็นผู้นำธุรกิจเครื่องดื่มครบวงจรในเอเชีย ผลักดันยอดขายและกำไรเติบโตในอัตรา 2 หลัก

ตั้งงบลงทุน 4 พันล้านปีหน้า

โดยในปี 2560 (ปีงบประมาณ ต.ค.2559 -ก.ย.2560) ตั้งเป้าลงทุน 4,000ล้านบาท (ไม่รวมงบซื้อและควบรวมกิจการ) ขยายโรงงานผลิตเครื่องดื่ม เช่น น้ำดื่มคริสตัล ที่จะสร้างที่จ.สุราษฎร์ธานี หลังเพิ่งเปิดโรงงานที่จังหวัดขอนแก่นไปเมื่อเร็วๆนี้ การสร้างโรงงานผลิตสุราที่จ.กำแพงเพชร ซึ่งจะแล้วเสร็จภายใน 2 ปี 6 เดือน การสร้างศูนย์กระจายสินค้าบางส่วนจากแผนจะสร้างให้ครบ 19 แห่ง ตลอดจนการบำรุงรักษาเครื่องจักรต่างๆ

ส่วนแผนการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์2020 สิ่งที่ต้องการเห็นคือยอดขายเติบโตเท่าตัว ซึ่งต้องใช้เวลาทั้งสิ้น 6 ปี ขณะนี้ผ่านไปแล้วเกือบครึ่งทาง หรือประมาณ 1ปี 11 เดือน ผลลัพธ์สุดท้ายที่ต้องการเห็นคือ ไทยเบฟและเฟรเซอร์แอนด์นีฟ หรือ เอฟแอนด์เอ็น ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มรายใหญ่ในเอเชีย กลายเป็นบริษัทเครื่องดื่มชั้นนำด้านยอดขายลำดับที่ 6 ของเอเชีย หรือมียอดขาย 5.4 พันล้านดอลลาร์

โดยเบอร์ 1 คือซันโตรี่ จากญี่ปุ่นมียอดขาย 21.8 พันล้านดอลลาร์ อาซาฮี 16.6 พันล้านดอลลาร์ คิริน 14 พันล้านดอลลาร์ Yili Group จากจีน 9.7 พันล้านดอลลาร์ และ China Mengniu Dairy 7.8 พันล้านดอลลาร์

มาร์เก็ตแคปขึ้นเบอร์2เอเชีย

อย่างไรก็ตาม ในแง่ของมูลค่าทรัพย์สินตามราคาตลาด หรือ มาร์เก็ต แคป ไทยเบฟและเอฟแอนด์เอ็น ถือเป็นเบอร์ 2 ในตลาดเครื่องดื่มเอเชีย มีมาร์เก็ตแคป 17.5 พันล้านดอลลาร์ โดยเบอร์ 1 คือ Morinaga MilkIndustry จากญี่ปุ่น มูลค่า 20.1 พันล้านดอลลาร์ และอาซาฮี กรุ๊ป มูลค่า 17.1 พันล้านดอลลาร์

สำหรับผลประกอบการของไทยเบฟในช่วง 9 เดือนแรก (ม.ค.-ก.ย.) ของปีนี้ พบว่า มียอดขายรวม 139,153 ล้านบาท เติบโต 14.8% มีกำไรสุทธิ 19,036 ล้านบาท (รวมเอฟแอนด์เอ็น) เติบโต 14.3% โดยอัตรากำไรเติบโตก้าวกระโดด

อย่างไรก็ตาม ไทยเบฟมาถึงครึ่งทางวิสัยทัศน์ 2020 โดยความสำเร็จสะท้อนออกมาเป็นผลการดำเนินงานที่เติบโตน่าพอใจ และขณะนี้กำลังเริ่มเตรียมแผนและทิศทางกลยุทธ์สู่ระยะที่ 2 ตั้งแต่ 2018-2020 โดยการขยายธุรกิจเครื่องดื่มในอาเซียน โดยให้ความสำคัญกับตลาดเวียดนามเป็นหลัก

ปั้น“ร็อคเมาเท็น”รวบตลาดสุราสี

นายประภากร ทองเทพไพโรจน์ กรรมการผู้อำนวยการ กลุ่มธุรกิจสุรา บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในฐานะที่ไทยเบฟเป็นผู้นำตลาดสุราในไทย ด้วยการครองส่วนแบ่งตลาด95%จึงต้องการเชื่อมโยงตลาดสุราสี ด้วยการส่งผลิตภัณฑ์ใหม่โซดาร็อค เมาเท็น เจาะตลาดโซดามูลค่า 1.5 หมื่นล้านบาท โดยในเดือนพ.ย.-เม.ย.ยังทุ่มงบประมาณ 250 ล้านบาท เพื่อทำตลาดแบบครบวงจร 360 องศา

ทั้งนี้ จากการวิจัยตลาดพบว่า โซดาจำหน่ายผ่านช่องทางร้านค้าทั่วไป (เทรดดิชั่นนอล เทรด) 70% และห้างค้าปลีกสมัยใหม่ (โมเดิร์นเทรด) 30%และจากการวิจัยตลาด 1 ปีก่อนเปิดตัวโซดาร็อคเมาเท็น พบว่า ผู้บริโภค 92% พร้อมที่จะเปลี่ยนแบรนด์ใหม่ทดแทนสินค้าแบรนด์เดิมซึ่งเป็นของคู่แข่งอย่างโซดาสิงห์ เนื่องจากสินค้ามีความซ่ากว่า เป็นต้น

“ไทยเบฟเป็นเบอร์ 1 ในตลาดสุราสี โดยแบรนด์ของเราครองตลาดมากถึง 95%และการบริโภคสุราสีจะควบคู่กับโซดา ซึ่งจากเปิดแบรนด์ใหม่เข้าทำตลาดคาดว่าจะส่งผลให้ตลาดสุราสีคึกคักมากขึ้น”

ปูพรมตลาดสุราอาเซียน

นอกจากนี้ แผนการทำตลาดในอาเซียน จะให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์ไทยสู่ตลาดเพื่อนบ้าน ล่าสุดได้จดทะเบียนตั้งบริษัทจำหน่ายและกระจายสินค้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเวียดนาม และจะผนึกกำลังกับธุรกิจในเครือไทยเจริญคอร์ปอเรชั่น หรือทีซีซี กรุ๊ป เช่น ห้างค้าปลีกเมโทร เวียดนาม ซึ่งกำลังจะเปลี่ยนแบรนด์เป็นเอ็มเอ็ม เมก้า มาร์เก็ต และธุรกิจจัดจำหน่ายของเบอร์ลี่ยุคเกอร์ (บีเจซี) เพื่อเป็นช่องทางจำหน่ายสินค้า

นอกจากนี้ บริษัทยังเริ่มจำหน่ายแม่โขงในมาเลเซีย เริ่มจำหน่ายสุราสีเมอริเดียนในเมียนมา เป็นต้น ขณะเดียวกันยังนำแบรนด์สุราสีในเครืออินเวอร์เฮ้าส์ จากประเทศสก็อตแลนด์ เช่น Old Pulteney และ AnCnoc เข้ามาบุกตลาดสุราระดับพรีเมี่ยมในไทย รวมทั้งทำตลาดในเวียดนาม ฟิลิปปินส์

ช้างแซงสิงห์เบียดขึ้นเบอร์ 2

นายเอ็ดมอนด์ เนียว คิม ซูน กรรมการผู้อำนวยการ กลุ่มธุรกิจเบียร์ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า บริษัทจะเดินหน้าทำตลาดและสร้างแบรนด์เบียร์ช้างทั้งในและต่างประเทศ ทั้งนี้หลังเบียร์ช้างปรับโฉมใหม่ ส่งผลให้ส่วนแบ่งทางการตลาดเบียร์ช้างเพิ่มเป็น 38-39%เป็นเบอร์ 2 ของตลาด จากเดิมอยู่ที่ระดับ 29%และยอดขายเติบโตหลักร้อยเปอร์เซ็นต์

สำหรับตลาดเบียร์ในไทยปี 2558 มีมูลค่าประมาณ 2,000 ล้านลิตร หรือราว 1.8 แสนล้านบาท เติบโต 2% ปัจจุบันภาพรวมส่วนแบ่งทางการตลาด ผู้นำคือแบรนด์ลีโอ ส่วนแบ่ง 53-54 % ตามด้วยช้าง 38-39% สิงห์มีส่วนแบ่งตลาด 5-6% และไฮเนเก้นมีส่วนแบ่งตลาด 4-5%

“ตามวิชั่น 2020 เบียร์ช้างต้องการก้าวเป็นเบอร์ 1 โดยจะต้องมีส่วนแบ่งทางการตลาดให้ได้ระดับ 48%”

เร่งผุดคลังสินค้า19แห่ง

นายโฆษิต สุงสิงห์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ และผู้บริหารสูงสุด กลุ่มธุรกิจต่อเนื่อง บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า ตามวิสัยทัศน์ 2020 บริษัทวางแผนจะขยายศูนย์กระจายสินค้าให้ครบ 19 แห่ง โดยคาดว่าจะใช้เงินลงทุนราว 250-400 ล้านบาทต่อการสร้างศูนย์ 1 แห่ง

นอนแอลฯตบเท้าขึ้นเบอร์ 1

ด้านนายวิเวก ชาห์บรา กรรมการผู้อำนวยการ กลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ประเทศไทย และกรรมการผู้จัดการ บริษัทเสริมสุข จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า ธุรกิจเครื่องดื่มมีความสามารถในการทำกำไรดีขึ้น ภาวะขาดทุนลดลง ขณะเดียวกันแบรนด์เครื่องดื่มก็มีความแข็งแกร่งมากขึ้น เช่น เอส โคล่า การรับรู้ตราสินค้าดีขึ้น

ส่วนด้านส่วนแบ่งการตลาดเครื่องดื่ม ก็ปรับตัวดีขึ้น โดยโออิชิ ขึ้นเป็นเบอร์ 1 ตลาดชาเขียว ด้วยส่วนแบ่งทางการตลาด 43% น้ำดื่มคริสตัล มีส่วนแบ่งทางการตลาดที่ 18.6%ใกล้เคียงกับน้ำดื่มสิงห์ ส่วนน้ำดื่มช้างมีส่วนแบ่งตลาด 4.5%