วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เตรียมเคาะกรอบแผนงานรถไฟไทย-จีน

รองปลัดคมนาคม เผย การประชุมรถไฟไทยจีนครั้งที่ 16 เตรียมเคาะแผนสำคัญ 3 เรื่องหลัก ลุ้นเปิดประมูล-เริ่มก่อสร้างภายในเดือนหน้าได้หรือไม่

นายพีระพล ถาวรสุภเจริญ รองปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ก่อนวันที่ 24 พ.ย. นี้ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม จะเชิญตัวแทนจากสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) มาหารือเกี่ยวกับการจัดทำรายละเอียดประกอบโครงการความร่วมมือด้านรถไฟระหว่างไทย-จีน เส้นทางกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ระยะทาง 252.5 กม. วงเงิน 1.79 แสนล้านบาท เพื่อเตรียมนำเสนอขอนุมัติโครงการจากคณะรัฐมนตรี เพราะขณะนี้ยังมีข้อมูลอเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาเชิงพาณิชย์บริเวณรอบสถานีและแนวเส้นทาง ไม่ครบ ซึ่งหน่วยที่เกี่ยวข้องต้องส่งข้อมูลเพิ่มเติม เพราะรมว.อาคม ไม่ต้องการให้โครงการเกิดปัญหาติดขัดในระหว่างการพิจารณาในครม.

นอกจากนี้ จะมีการหารือเพื่อประเมินกรอบเวลาการดำเนินด้วยว่าจะเป็นไปตามแผนเดิม คือจะนำเสนอโครงการให้ครม.พิจารณา ในเดือนพ.ย. นี้และเปิดประมูลและเริ่มก่อสร้างในเดือน ธ.ค. ปี 2559 ได้หรือไม่ หากไม่ได้ก็จะมีการพิจารณาปรับแผนต่อไป

นายพีระพลกล่าวต่อว่า ในวันที่ 30 พ.ย.และ 1-2 ธ.ค. นี้ ฝ่ายไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะกรรมการร่วมเพื่อความร่วมมือด้านรถไฟระหว่างไทย–จีน ครั้งที่ 16 ที่โรงแรมแชงกีร่า โดยก่อนการประชุมในวันที่ 24 พ.ย. ฝ่ายไทยและจีนจะประชุมนอกรอบ เพื่อให้ได้ข้อยุติเรื่องแบบก่อสร้าง ตอนที่ 1 (สถานีกลางดง-ปางอโศก) ระยะทาง 3.5 กม. เพื่อให้เป็นไปตามมรตรฐานวัสดุก่อสร้างของไทย เพื่อให้สามารถนไปกำหนดราคากลางและเปิดประมูลได้ และร่างสัญญาโครงการ ซึ่งจะต้องปรับแก้ไขให้สอดคล้องกับหลักฏหมายไทย

ส่วนเด็นที่จะมีการหารือในการประชุมครั้งที่ 16 นั้น จะต้องตกลงให้ได้ 3 เรื่องหลัก กรอบเวลาการดำเนินโครงการว่าเป็นไปตามแผน หรือจะต้องมีการปรับแผนใหม่ 2. เงื่อนไขสัญญาเงินกู้ วงเงิน กู้และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ที่ฝ่ายจีนจะนำเสนอ เพื่อให้ไทยนำไปซื้อตัวรถและระบบอาณัติสัญญาณจากจีน ซึ่งก่อนหน้านี้ฝ่ายไทยยืนยันว่าไม่ควรเกิน 2% และ 3.ร่างสัญญา เกี่ยวกับงานออกแบบและ สัญญาควบคุมงานก่อสร้างและติดตั้งงานระบบ ทั้งนี้ ใน2วันแรก จะเป็นการ ประชุมคณะทำงานร่วม และวันสุดท้ายคือ 2 ธ.ค. เป็นการประชุมระดับคณะกรรมการ ซึ่งจะมีรัฐมนตรีคมนาคมของ 2 ประเทศเป็นหัวหน้าคณะ