วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

คลังเผยปี60รัฐเร่งลงทุนดันหนี้้สาธารณะ45.5%

คลังเผยยอดหนี้สาธารณะสิ้นปีงบ 59 เพิ่ม 2 แสนล้านบาทจากปี 58 มาอยู่ที่ 42.73% ต่อจีดีพีขณะที่ปีงบ 60 หนี้มีแนวโน้มปรับเพิ่มเป็น 45.5%

นายธีรัชย์ อัตนวานิช รองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กระทรวงการคลัง กล่าวว่า ยอดหนี้สาธารณะคงค้าง ณ วันที่ 30 ก.ย. 2559 หรือสิ้นสุดปีงบประมาณ 2559 มีจำนวน 5.98 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 42.73% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี ) โดยแบ่งเป็น หนี้รัฐบาล 4.47 ล้านล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจที่ไม่เป็นสถาบันการเงิน 9.94 แสนล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงิน (รัฐบาลค้ำประกัน) 5 แสนล้านบาท และหนี้หน่วยงานของรัฐ 2.2 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ ระดับหนี้สาธารณะดังกล่าวถือว่าปรับตัวดีขึ้นจากประมาณเดิมเมื่อต้นปีงบประมาณที่ 44% และเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน จะพบว่า หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นประมาณ 2 แสนล้านบาท โดยหนี้สาธารณะเมื่อช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 5.78 ล้านล้านบาทเนื่องจาก หนี้ที่รัฐบาลกู้โดยตรงปรับเพิ่มขึ้นจากการกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ 3.63 แสนล้านบาท

อย่างไรก็ตาม มีหนี้หลายรายการที่ปรับลดลง อาทิ หนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ที่เดิมคาดว่าจะลดลงประมาณ 1 .5 หมื่นล้านบาท แต่สามารถชำระหนี้ได้ถึง 5 หมื่นล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจปรับลดลงประมาณ 7 หมื่นล้านบาท รวมถึง หนี้จากโครงการจำนำข้าวที่ลดลงประมาณ 4 หมื่นล้านบาท

เผยภาระหนี้จำนำข้าว 4.2 แสนล้าน

สำหรับภาระหนี้ที่กู้มาใช้ในโครงการจำนำข้าว ขณะนี้ มียอดเงินต้นเหลือ 4.2 แสนล้านบาท จากต้นเงินกู้โครงการรวม 5.9 แสนล้านบาท ในปีงบประมาณนี้ รัฐบาลตั้งงบประมาณเพื่อชำระหนี้รวม 3.6 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นเงินต้นรวม 2.3 หมื่นล้านบาท และ อัตราดอกเบี้ย 1.3 หมื่นล้านบาท

“ยอดเงินที่ตั้งไว้เพื่อชำระนี้โครงการจำนำข้าวนั้น ยังไม่ได้นับรวมเงินที่จะได้จากการระบายข้าว โดยขณะนี้ ยังมีข้าวที่รอการระบาย ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของรัฐบาล เนื่องจาก ขณะนี้ ราคาข้าวกำลังตก หากเร่งระบายข้าวเก่าออกไป อาจกระทบราคาข้าวในภาพรวมก็ได้”

คาดปีงบ 60 หนี้เพิ่มเป็น 45.5%

นายธีรัชย์ กล่าวว่า ในภาพรวมของหนี้สาธารณะนั้น ถือว่า ไม่เป็นปัจจัยกดดันต่อการบริหารจัดการเงินของรัฐบาล ขณะเดียวกัน ยังช่วยให้รัฐบาลมีช่องทางที่จะใช้เครื่องมือทางการเงินในการบริหารโครงการลงทุนได้ ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2560 สบน.คาดระดับหนี้สาธารณะอยู่ที่ 45.5% ต่อจีดีพี จากปัจจุบันอยู่ที่ 42.73% จากการขาดดุลงบประมาณ และ คาดว่า การเบิกจ่ายงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะด้านคมนาคมขนส่งจะทำได้มากขึ้น รวมถึง งบลงทุนของรัฐวิสาหกิจด้วย

“ในปีงบประมาณ 60 คาดว่าจะมีการเบิกจ่ายงบลงทุนในส่วนดังกล่าว ถึง 2.2 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการที่ดำเนินการมาแล้ว 1.5 แสนล้านบาท และโครงการใหม่อีก 7 หมื่นล้านบาท”

อย่างไรก็ตาม หนี้สาธารณะของไทยยังอยู่ในระดับต่ำกว่ากรอบความยั่งยืนทางการคลัง ซึ่งกำหนดไว้ที่ 60% ของจีดีพี เนื่องจากการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา ทำให้จีดีพีขยายตัว ส่งผลให้สัดส่วนหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นไม่มากนัก ทำให้ประเทศมีความสามารถที่จะกู้เงินมาทำงบประมาณและลงทุนได้อีกมาก

ออกบอนด์ออมทรัพย์ 1.5 หมื่นล้าน

นายธีรัชย์ กล่าวว่า ในวันที่ 13 ธ.ค.นี้ กระทรวงการคลัง โดย สบน.จะเปิดขายพันธบัตรออมทรัพย์เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณให้แก่ประชาชนรายย่อยวงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นรุ่นอายุ 3 ปี และ 7 ปี จำกัดวงเงินซื้อขั้นต่ำที่ 1 พันบาท แต่ไม่เกิน 2 ล้านบาทต่อราย

สำหรับอัตราผลตอบแทนจะอยู่ในระดับใกล้เคียงหรือมากกว่าอัตราผลตอบแทนในตลาดสำหรับตราสารที่มีอายุใกล้เคียงกัน โดยปัจจุบันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรออมทรัพย์รุ่นอายุ 3 ปี อยู่ที่ 1.7% กว่าๆ ส่วนรุ่นอายุ 7 ปี อยู่ที่ 2.2% อย่างไรก็ดี สบน.จะประกาศอัตราผลตอบแทนพันธบัตรออมทรัพย์ที่จะนำออกขายในช่วงสัปดาห์หน้า

ทั้งนี้ พันธบัตรออมทรัพย์ดังกล่าวจะเปิดขายจนถึงวันที่ 9 เม.ย.2560 ผ่านธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย และ ธนาคารไทยพาณิชย์ และ เมื่อพ้นช่วงเวลาดังกล่าว ทางสบน.ก็มีแผนจะทยอยนำพันธบัตรออมทรัพย์ดังกล่าวออกขายในวงเงินที่ใกล้เคียงกันในแต่ละรอบการขาย เพื่อเป็นทางเลือกในการออมเงินสำหรับประชาชน

สำหรับภาพรวมตลาดตราสารหนี้ในช่วงนี้ พบว่า ผลตอบแทนตราสารหนี้ระยะยาวจะปรับเพิ่มมากกว่าตราสารหนี้ระยะสั้น ผลจากการเทขายของนักลงทุนต่างประเทศ โดยอัตราผลตอบแทนตราสารปรับเพิ่มระหว่าง 0.07-0.20%

นายธีรัชย์ กล่าวว่า ในช่วงนี้ เป็นช่วงไม่แน่นอนจากอัตราผลตอบแทนสหรัฐปรับสูงขึ้น ซึ่งมีการเทขายในทุกตลาดทั้งมาเลเซีย อินโดนีเซียและประเทศเกิดใหม่ทั้งหลาย รวมถึงไทย ก็มีการขาย โดยเฉพาะพันธบัตรระยะสั้นของธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อไปลงทุนในตราสารหนี้สหรัฐ รวมถึง ผลจากกองทุนต่างๆมีนโยบายถือเงินสดเพิ่ม 2-3% จะเห็นว่า อัตราผลตอบแทนจึงสูงขึ้น

“เรามองว่า ตลาดตราสารหนี้ในปีหน้านั้น ยังมีความเสี่ยงในแง่ภาระดอกเบี้ยที่จะสูงขึ้นที่จะต้องมอนิเตอร์ อย่างไรก็ดี ถ้าถามว่า สำหรับประเทศไทย สบน.มีความกังวลไหม เราก็ยังไม่เห็นผลกระทบชัดเจนมาก เพราะนักลงทุนในประเทศยังมีความต้องการอยู่อย่างเข้มแข็งและสัดส่วนนักลงทุนต่างชาติในพันธบัตรรัฐบาลไทยอยู่ที่ประมาณ 14% เมื่อถอนออกไปก็ลดไม่มากเท่าไร”