ปตท.ปรับโครงสร้างธุรกิจ แยกกลุ่มธุรกิจค้าปลีก พร้อมดันเข้าตลาดหุ้น เตรียมยื่นไฟลิ่งต้นปีหน้า “เทวินทร์”หวังสร้างความชัดเจน-โปร่งใส
ปตท.มีแผนแยกธุรกิจค้าปลีกมานานหลายปี แต่มาสำเร็จในยุคของนายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในขณะที่ธุรกิจค้าปลีกของปตท.ได้ขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆในเชิงรายได้
ปัจจุบัน ธุรกิจค้าปลีกของปตท.มีความหลากหลายอย่างมาก ภายหลังเข้าซื้อกิจการของบริษัท ConocoPhillips ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อราวปี 2550 โดยจัดตั้งบริษัท ปตท.บริหารธุรกิจค้าปลีก จำกัด (PTTRM) ซึ่งดูแลและบริหารสถานีบริการน้ำมัน ปตท. และร้านค้าสะดวกซื้อจิฟฟี่ จำนวน 149 สาขา พร้อมสถานีบริการเอ็นจีวี
ที่ผ่านมา ปตท.ขยายธุรกิจค้าปลีกอย่างต่อเนื่อง ทั้งการขยายสาขาร้านกาแฟอเมซอนออกนอกสถานีบริการน้ำมัน รวมทั้งหาแฟรนไชส์ต่างประเทศ อาทิ “เท็กซัส ชิกเก้น” อีกทั้งก่อนหน้าเคยมีข่าวว่าเสนอตัวเข้าประมูลซื้อห้างค้าปลีกบิ๊กซี ซึ่งชี้ให้เห็นว่าความมุ่งมั่นขยายธุรกิจค้าปลีก
นายเทวินทร์ กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริษัท ปตท. วานนี้ (18 พ.ย.) ว่าบอร์ดเห็นชอบแผนปรับโครงสร้างธุรกิจ ปตท. โดยให้โอนกิจการของหน่วยธุรกิจน้ำมัน รวมถึงสินทรัพย์และหนี้สินของหน่วยธุรกิจดังกล่าว ตลอดจนหุ้นของบริษัทที่เกี่ยวข้องให้กับบริษัท ปตท. ธุรกิจค้าปลีก จำกัด หรือ พีทีทีอาร์บี ที่จะดำเนินการเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด หรือ พีทีทีโออาร์
นายเทวินทร์ กล่าวว่า การแยกธุรกิจดังกล่าวเพื่อให้บทบาทหน้าที่แต่ละกลุ่มธุรกิจมีความชัดเจนโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจของกลุ่มปตท.ในสายตาสาธารณชน เกิดความคล่องตัวและเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน
“เดิมปตท.เริ่มต้นทำธุรกิจน้ำมันมีมาร์เก็ตแชร์ 19%และอีก 80%เป็นของบริษัทน้ำมันต่างชาติ แต่ผ่านมา 38 ปี ปตท.มีมาร์เก็ตแชร์เพิ่มเป็น 40% และอีก 32% เป็นของบริษัทน้ำมันของไทย และอีก 28% เป็นของต่างชาติ ซึ่งมีนักลงทุนไทยและต่างชาติเข้ามาลงทุนธุรกิจนี้จำนวนมาก ปตท.มองว่าความจำเป็นที่รัฐวิสาหกิจจะเข้าไปทำธุรกิจน้ำมันน้อยลง หรือ ไม่มีความจำเป็น ประกอบกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่ต้องการให้รัฐวิสาหกิจทำธุรกิจเพื่อแข่งขันกับเอกชน วันนี้ ปตท.บรรลุภารกิจทำให้ธุรกิจน้ำมันแข่งขันมากขึ้น จึงควรปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่ให้ชัดเจน และโปร่งใสมากขึ้น”
สำหรับธุรกิจที่ถูกโอนย้ายเข้าไปอยู่ภายใต้ บริษัท พีทีทีโออาร์ คือ ธุรกิจน้ำมัน ประกอบด้วย ค้าปลีกน้ำมันผ่านสถานีบริการทั้งในประเทศและต่างประเทศ ค้าเชิงพาณิชย์น้ำมัน แอลพีจี และเชื้อเพลิงอื่นๆ อาทิ จำหน่ายเชื้อเพลิงอากาศยาน จำหน่ายแอลพีจีในครัวเรือนและสถานีบริการ จำหน่ายเชื้อเพลิงหล่อลื่นทั้งในประเทศและต่างประเทศและบริหารโครงสร้างพื้นฐานของธุรกิจน้ำมัน อาทิ ด้านขนส่งหรือจัดเก็บ โดยธุรกิจแอลพีจี จะยังเป็นธุรกิจที่ภาครัฐกำหนดนโยบายในภาพรวมต่อไป
รวมถึงธุรกิจค้าปลีกด้านอื่นๆ และให้บริการด้านบำรุงรักษายานยนต์ ซึ่งครอบคลุมการบริหารค้าปลีกและงานขายภายใต้แบรนด์ ปตท. และอื่นๆ อาทิ คาเฟ่อเมซอน ฟิตออโต้ และการสร้างธุรกิจใหม่ เช่น ร้านอาหาร เครื่องดื่ม แฟรนไชส์ และโรงแรม
ชี้เพิ่มความคล่องตัว-แข่งขัน
นายเทวินทร์กล่าวว่าบริษัทใหม่มีนโยบายชัดเจนที่จะเข้าไปมีส่วนช่วยยกระดับและพัฒนาภาคธุรกิจรายย่อยของไทย ทั้งเอสเอ็มอีและโอทอป โดยเฉพาะในโครงการประชารัฐก็ยังคงนโยบายส่งเสริมเช่นเดิม เห็นได้จากสินค้าภายใต้แบรนด์ ปตท.
ทั้งนี้ การแยกธุรกิจดังกล่าวเพื่อให้เกิดความชัดเจน ทั้งในด้านธุรกิจที่สามารถแข่งขันได้และมีความคล่องตัวต่อการออกไปแข่งขันในต่างประเทศ ส่วนบทบาทการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานก็ยังมีอยู่ต่อไป ซึ่งจะช่วยให้ลดข้อครหาต่อสังคมเกี่ยวกับการใช้อำนาจในการผูกขาดในธุรกิจน้ำมันด้วย
นอกจากนี้ บอร์ด ปตท.ยังเห็นชอบให้เสนอขายหุ้นสามัญเบื้องต้นของบริษัท พีทีทีโออาร์ ต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) และการนำบริษัท พีทีทีโออาร์ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม ในฐานะที่ ปตท. เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ จะต้องนำแผนปรับโครงสร้างธุรกิจ ปตท. ดังกล่าว เสนอต่อหน่วยงานภาครัฐ อาทิ กระทรวงพลังงาน คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.)และคณะรัฐมนตรี(ครม.) เพื่อขอความเห็นชอบต่อไป ก่อนนำเสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นของ ปตท.พิจารณาอนุมัติตามกฎเกณฑ์บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต่อไป
หวังเข้าตลาดหุ้นติดปีกลงทุนนอก
นายเทวินทร์ กล่าวว่าปตท.จะจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นครั้งต่อไปในเดือน เม.ย.ปี 2560 จากนั้นจึงจะกำหนดรายละเอียดแผนการดำเนินการจัดตั้งบริษัท พีทีทีโออาร์ ให้เกิดความชัดเจนต่อไป ส่วนการจะนำบริษัท พีทีทีโออาร์ยื่นเรื่องเสนอขายหุ้นต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จะดำเนินการต้องมีการรายงานงบการเงินผ่านไป 1 ไตรมาสก่อน
นายเทวินทร์ กล่าวว่า การที่ บริษัท พีทีทีโออาร์ เป็นบริษัทมหาชนเต็มตัว จะทำให้ธุรกิจน้ำมันและ แข่งขันได้คล่องตัวขึ้นในการขยายธุรกิจออกไปต่างประเทศ ซึ่งจะส่งผลดีต่อ ปตท. ประเทศไทย และประชาชน
ขณะที่ปตท.จะยังเป็นผู้ถือหุ้นใหม่ของ บริษัท พีทีทีอาร์โอ ในสัดส่วน 100% และจะทยอยลดสัดส่วนการถือหุ้นลงต่ำกว่า 50% ต่อไปรวมทั้ง จะกำหนดสัดส่วนการถือหุ้นขั้นต่ำที่อย่างน้อย 45% ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วเพื่อไม่ให้มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ และเพิ่มความคล่องตัวในการแข่งขัน แต่ ปตท.ยังคงหน้าที่จัดหาน้ำมันเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับภาครัฐต่อไปโดยเฉพาะการขายน้ำมันให้กับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ (ขสมก.) ส่วนการกำหนดราคาแอลพีจี ที่อยู่ในปั๊มน้ำมัน ก็ยังต้องปฏิบัติตามนโยบายของรัฐเช่นเดิม
ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วน“นอน-ออยล์”
นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ทิศทางธุรกิจน้ำมันของ บริษัท พีทีทีโออาร์ในอนาคตจะเพิ่มสัดส่วนธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน (Non-oil) ขึ้น จากปัจจุบันมีสัดส่วนอยู่10%ของธุรกิจน้ำมัน และจะเพิ่มสัดส่วนธุรกิจน้ำมันในต่างประเทศ จากปัจจุบันที่มีอยู่20%
ส่วนธุรกิจน้ำมัน(Oil)ในอนาคตอาจจะลดสัดส่วนลง จากปัจจุบันมีสัดส่วน 70-80% เนื่องจากมองว่าแนวโน้มการจำหน่ายน้ำมันในตลาดจะไม่เติบโตมากนัก ขณะที่ธุรกิจ Non-oil มีโอกาสเติบโตขึ้นสูง
ปัจจุบันปตท. มีสถานีบริการน้ำมันที่ ปตท.ลงทุนเอง 1,400 แห่งทั่วประเทศ เป็นของตัวแทนจำหน่าย(ดีลเลอร์) ถึง1,200 แห่ง นอกจากนี้ธุรกิจเครื่องดื่มอเมซอนที่มีทั้งหมด 1,500 แห่ง เป็นของดีลเลอร์ 1,000 แห่ง ดังนั้น เอสเอ็มอี จะเป็นธุรกิจที่เติบโตคู่ พีทีทีโออาร์ต่อไป









