ซื้อกิจการ Bellisio เปิดประตูสู่ทวีปอเมริกาเหนือ
ประเด็นการลงทุน
เรามองว่าการเข้าซื้อเงินลงทุนทั้งหมดใน Bellisio Foods จะส่งผลบวกระยะยาวและถือว่าเป็นก้าวใหญ่สำคัญสำหรับ CPF เนื่องจากกลุ่ม Bellisio ถือว่าเป็นการเปิดประตูสำคัญครั้งใหญ่สำหรับ CPF ในการเข้าสู่ตลาดในประเทศสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดธุรกิจอาหารที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยผลิตภัณฑ์สิ้นค้าและตราสินค้าที่มีมาร์จิ้นสูง เช่น Michelina’s รวมถึงฐานการผลิตอาหารแช่แข็งพร้อมรับประทานแบบ single serve และทีมการขายและการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายไปสู่ผู้บริโภคที่กว้างขวางทั่วประเทศ ถึงแม้ว่าธุรกิจของ Bellisio จะยังคงประสบปัญหาขาดทุนสุทธิในช่วงปี 2559-60 (เนื่องจากการตัดจำหน่ายค่าความนิยมซึ่งเป็นรายการที่ไม่ใช่เงินสด) แต่ยอดขาย EBITDA และกระแสเงินสดถือได้ว่าเติบโตแข็งแกร่งอย่างน่าประทั้บใจ เราคาดว่าจะเห็นผลประโยชน์ร่วมจากการซื้อกิจการ (synergy) ในอนาคตในแง่ของประสิทธิภาพในการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายไปยังผู้ค้าปลีกมากขึ้นผ่านความสัมพันธ์ที่ CPF มีกับผู้ค้าปลีกรายสำคัญ ความรู้ความเชี่ยวชาญด้านอาหารแถบเอเชียและผลิตภัณฑ์อาหารแช่แข็งของ CPF และเครือข่ายของ CPF ที่มีในประเทศต่างๆ ทั่วโลก เรายังคงไม่คำนวณรวมมูลค่าเพิ่มจากการซื้อกิจการในครั้งนี้เข้าไปในประมาณการแต่อย่างใด ซึ่งคงต้องรอการอนุมัติและได้รับความเห็นชอบจากเจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ ก่อน เรายังคงคำแนะนำ “ซื้อ” เนื่องจากการพลิกฟื้นของธุรกิจกุ้งที่จะกลับมาเป็นกำไรสุทธิเต็มปีในปี 2560 และมูลค่าเพิ่มในอนาคตที่จะมาจากดีลนี้
การเข้าซื้อกิจการของ Bellisio ด้วยเงินสด
CPF ได้เข้าลงนามในสัญญาซื้อขายหลักทรัพย์ (“SPA”) กับ Bellisio Consolidated Equity, LLC (“ผู้ขาย”) เพื่อเข้าซื้อเงินลงทุนทั้งหมดใน บริษัท Bellisio Parent, LLC (“Bellisio Foods”) โดยมีมูลค่ารวมทั้งสิ้น1,075 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือ 38,161 ล้านบาท) ในวันที่ 17 พ.ย.ที่ผ่านมา ทั้งนี้คาดว่าดีลซื้อกิจการในครั้งนี้จะเสร็จสมบูรณ์ภายใน 180 วันนับจากวันที่ลงนามในสัญญา SPA และจะต้องได้รับความเห็นชอบจากหน่วยงานที่ดูแลกำกับการค้า คณะกรรมการการค้า และกระทรวงยุติธรรมของสหรัฐฯ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในกฏหมายป้องกันการผูกขาดทางการค้า (Antitrust Law) รวมถึงการปฏิบัติตามเงื่อนไขบังคับอื่นๆ ตามที่ได้ระบุไว้ใน SPA ด้วย เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการต่างๆ Bellisio จะกลายเป็นบริษัทย่อยของ CPF โดยทันที บริษัทคาดว่าจะสามารถปิดดีลนี้ได้ภายในเดือนธ.ค. 2559 ซึ่งแหล่งที่มาของเงินทุนในการซื้อกิจการในครั้งนี้จะมาจากกระแสเงินสดภายในของบริษัท CPF
ราคาซื้อถ้าหากรวมผลประโยชน์ร่วมจากการซื้อกิจการ (synergy) ถือว่าไม่แพง
เราคิดว่าดีลการเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้ถือว่ามีขนาดใหญ่ ถึงแม้ว่าจะใช้กระแสเงินสดภายในของบริษัทสำหรับการซื้อกิจการในครั้งนี้ (ซึ่งบริษัทมีเงินสดมากเพียงพอถึง 4.8 หมื่นล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส 3/59) แต่เราก็ยังคงไม่ตัดความเป็นไปได้ของโอกาสของการเพิ่มทุนในอนาคต เนื่องจากอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนที่ค่อนข้างสูงถึง 2 เท่า ณ สิ้นไตรมาส 3/59 ราคาซื้อกิจการข้างต้นคำนวณกลับมาได้เป็นอัตราส่วน EV/EBITDA ที่ 13 เท่า แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม หากคำนวณผลประโยชน์ร่วมจากการซื้อกิจการ (synergy) ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เราประเมินว่าจะส่งผลให้อัตราส่วน
EV/EBITDA ลดลงเหลือเพียงแค่ 10 เท่า ซึ่งยังคงอยู่ในกรอบของค่าเฉลี่ย EV/EBITDA ของดีลการซื้อกิจการของธุรกิจอาหารปลายน้ำที่ 8-10 เท่า เราคิดว่าการปิดดีลภายในเดือนธ.ค. 2559 ถือว่าเป็นระยะเวลาที่ดูเร็วเกินไป ภายใต้สมมติฐานที่ว่าจะต้องมีกระบวนการที่ใช้ระยะเวลาในการอนุมัติจากหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ
แพล็ตฟอร์มเปิดประตูไปสู่ทวีปอเมริกาเหนือผ่าน Bellisio Foods
Bellisio Foods เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายอาหารแช่แข็งพร้อมรับประทานแบบ single serve ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดด้านยอดขายใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสามในประเทศสหรัฐฯ หรือคิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 11% ภายใต้ตราสินค้าต่างๆ หลากหลายซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วไปได้แก่ Michelina’s, Boston Market, Chili’s, Atkins, EatingWell และ EAT! เราเชื่อว่าการซื้อกิจการ Bellisio Foods ในครั้งนี้ถือว่าเป็นการเปิดช่องทางสำหรับ CPF ในการขยายเข้าไปสู่ตลาดอาหารแช่แเข็งที่ใหญ่ที่สุดในโลก รวมถึงการเข้าถึงทีมขายที่แข็งแกร่ง และช่องทางการจัดจำหน่ายที่กว้างขวางทั่วประเทศของ Bellisio ผ่านผู้ค้าปลีกสำคัญ ตราสินค้าที่มีชื่อเสียง ฐานการผลิต และกระแสเงินสดที่เติบโตแข็งแกร่งของ Bellisio รวมถึงผลประโยชน์ร่วมจากการซื้อกิจการที่จะมาจาก CPF ในอนาคต การรวมงบการเงินของ Bellisio เข้ามาจะช่วยเพิ่มยอดขายและ EBITDA ให้กับยอดขายรวมและ EBITDA รวมของ CPF ได้อีก 5% และ 6% ในปี 2560 ตามลำดับ (ดูรายละเอียดได้ในหน้าที่ 4 และ 5)









