ความเชื่อมั่นต่อ"เศรษฐกิจ-รายได้"ของซีอีโอเอเปคต่สุด 2 ปีซ้อน หลังเศรษฐกิจโลกยังไม่สดใส-ความต้องการในตลาดลด แต่ซีอีโอเกินครึ่งลุยลงทุนเพิ่ม
บริษัท PwC ประเทศไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจ APEC CEO Survey 2016: Thriving in a slow-growth world ที่ใช้เผยแพร่ในการประชุมสุดยอดผู้นำ APEC CEO Summit ประจำปี 2559 ณ กรุงลิมา สาธารณรัฐเปรู ระหว่างวันที่ 17-19 พ.ย.2559 ซึ่งได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของซีอีโอและผู้นำในกลุ่มอุตสาหกรรมชั้นนำกว่า 1,1oo ราย จากสมาชิกกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปค) 21 ประเทศ
นายศิระ อินทรกำธรชัย ประธานกรรมการบริหาร และหุ้นส่วน บริษัท PwC ประเทศไทย กล่าวถึงผลสำรวจดังกล่าวว่า ความเชื่อมั่นของซีอีโอเอเปคต่อการเติบโตของธุรกิจและรายได้ในอีก 12 เดือนข้างหน้าอยู่ในระดับต่ำติดต่อเป็นปีที่ 2 โดยการสำรวจปีนี้พบว่า มีซีอีโอเพียง 28% ที่เชื่อมั่นว่า รายได้ของพวกเขาในอีก 12 เดือนข้างหน้าจะเติบโตเพิ่มขึ้น ซึ่งตัวเลขนี้เป็นอัตราเดียวกันกับปีก่อน
“ผลสำรวจปีนี้ ยังคงสะท้อนให้เห็นถึงความไม่เชื่อมั่นต่อภาพรวมเศรษฐกิจและดีมานต์ที่ปรับตัวลดลงในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่ปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตทางธุรกิจยังคงมีจำกัดและการเกิดขึ้นของคู่แข่งหน้าใหม่ยังคงมีอยู่ต่อเนื่อง แม้แนวโน้มยังไม่สดใส แต่ผมเชื่อว่า ประเทศสมาชิกในกลุ่มเอเปค ยังคงขยายตัวได้ท่ามกลางความไม่แน่นอน โดยผู้บริหารต้องพยายามหาจุดสมดุลในการประเมินสถานการณ์และความเสี่ยงในระยะสั้น แต่ต้องมีมุมมองต่อการลงทุนในระยะยาว”
ผลสำรวจปีนี้ ระบุว่า ความเชื่อมั่นของซีอีโอเอเปคในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ ที่มีอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจรวดเร็วบางประเทศ กลับปรับตัวดีขึ้น เช่น ฟิลิปปินส์ (ความเชื่อมั่นของการเติบโตของรายได้อยู่ที่ 65% ในปีนี้ จาก 51% ปีก่อน) และเวียดนาม (50% ปีนี้ จาก 44% ปีก่อน) เป็นผลมาจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง ความต้องการของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น และการลงทุนจากต่างประเทศ
เมื่อถามถึงความเชื่อมั่นต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก พบว่า ซีอีโอเกือบครึ่งมองว่า จีดีพีจีนช่วง 3 ปีข้างหน้าเติบโตอยู่ที่ 5-6% ต่อปีโดยเฉลี่ยหรือต่ำกว่านี้ โดย ซีอีโอเอเปค ยังคงต้องการเข้าไปขยายตลาด สร้างแบรนด์ รวมถึงเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับบริษัทในจีนต่อเนื่องเช่นกัน
จากข้อมูลของกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ พบว่า จีนยังคงเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทยในปีที่ผ่านมา โดยมูลค่าการค้ารวมระหว่างจีนกับไทยปี 2558 สูงถึง 6.4 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือ 2.3 ล้านล้านบาท รองลงมาคือ ญี่ปุ่น มีมูลค่า 5.1 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือ 1.8 ล้านล้านบาท และสหรัฐมีมูลค่า 3.8 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือ 1.3 ล้านล้านบาท ตามลำดับ
“จีนยังคงเป็นประเทศผู้นำ และเป็นตลาดการค้าที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้ ซีอีโอส่วนใหญ่ยังมองว่า จีนเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในการลงทุนของพวกเขา”
เดินหน้าลงทุนเพิ่ม
นาย ศิระ กล่าวว่า แม้ความไม่เชื่อมั่นต่อการเติบโตของรายได้ในระยะสั้นยังคงมีอยู่ แต่ซีอีโอเอเปคมากกว่าครึ่ง (53%) มีแผนขยายการลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งผู้บริหารมากกว่า 2 ใน 3 ที่ทำการสำรวจต้องการลงทุนเพิ่มในกลุ่มประเทศสมาชิกเอเปคด้วยกัน และส่วนที่เหลือจะกระจายการลงทุนไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยผลสำรวจปีนี้ระบุว่า จีน สหรัฐ สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย เป็นประเทศที่ดึงดูดเงินเงินลงทุนจากซีอีโอเป็นส่วนใหญ่ในอีก 12 เดือนข้างหน้า
ส่วนการเจรจาทางการค้า และข้อตกลงทางการค้าต่างๆ ในภูมิภาคที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก ซีอีโอเอเปคมากกว่าครึ่ง (53%) มองว่า ความคืบหน้าของการดำเนินไปสู่การค้าเสรี ยังล่าช้าในปีที่ผ่านมา ขณะที่ 14% ของผู้บริหารที่ถูกสำรวจกลับมองว่า ไม่มีความคืบหน้าเลย สาเหตุจากการคุ้มครองทางการค้าที่เพิ่มขึ้นของประเทศคู่ค้า ความต้องการในการบริโภคของตลาดหลักที่ลดลง
อีกทั้ง ความล้มเหลวของข้อตกลงทางการค้าที่มีอยู่ปัจจุบัน บางข้อตกลง เป็นปัจจัยกดดันภูมิภาค และยังมีผู้บริหารในภูมิภาคอาเซียนบางประเทศ โดยเฉพาะเวียดนาม ที่มีมุมมองเป็นบวกต่อการเปิดกว้างทางการค้า และมองว่าส่งผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศของตน
“ส่วนแนวโน้มการค้าในภูมิภาคที่ยังคงมีความไม่แน่นอนในระยะข้างหน้า ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในสหรัฐ เรามองว่า ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงมีความสัมพันธ์ และมีความร่วมมือที่ดีต่อกันในหลากหลายด้านในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงการพัฒนาไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่เน้นดิจิทัลในการขับเคลื่อนเป็นหลัก”
นอกจากนี้ ผลสำรวจยังพบว่า ความไม่แน่นอนของต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบ และนโยบายยังคงเป็นความกังวลลำดับต้นๆ และมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจลงทุนของซีอีโอในภูมิภาคนี้
"ซีอีโอ 14% ที่มั่นใจว่า ตนสามารถคาดการณ์ต้นทุนขององค์กรและภาระภาษีได้ดีกว่าปีก่อน ขณะที่ซีอีโอถึง 58% มองว่า สภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบ อาทิ ความโปร่งใส ความชัดเจนของข้อกฎหมาย และการปราศจากคอรัปชั่นจะยิ่งเข้ามามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจลงทุนของตนใน 3-5 ปีข้างหน้า"
อัพเกรดธุรกิจสู่ดิจิทัล
นอกจากนี้ ซีอีโอในกลุ่มเอเปคต่างเห็นตรงกันว่า เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการเปลี่ยมโฉม และพัฒนาธุรกิจในหลากหลายด้าน โดยปัจจุบันองค์กรต่างๆ ได้ประยุกต์ใช้ดิจิทัลในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน การบริหารต้นทุน การสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้า รวมทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพในการประมวลสินทรัพย์ และอื่นๆ ผลสำรวจระบุว่า 1 ใน 3 ของผู้บริหารคาดว่า การเชื่อมโยงอุปกรณ์ไร้สายต่างๆ เข้ากับธุรกิจจะทำให้เกิดแหล่งรายได้แห่งใหม่ของกิจการในอนาคต
“ในอนาคตบทบาทของดิจิทัลในการเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานให้กับองค์กรยิ่งเพิ่มขึ้น หากผู้บริหารเร่งพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ และตอบสนองความต้องการของตลาดได้ตรงจุด จะยิ่งสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และทำให้องค์กรแตกต่างไปจากคู่แข่ง”
ผลสำรวจยังระบุว่า ช่วง 3 ปีข้างหน้า การเก็บรวบรวมข้อมูลแบบเรียลไทม์ (Real-time) หรือใกล้เคียงกับเรียลไทม์ในการขนส่ง (Logistics) และอุปกรณ์ที่ใช้ในการเก็บข้อมูลการขาย และการบันทึกค่าใช้จ่าย (Point of sale devices) จะยิ่งถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้น
“เราจะเห็นบริษัทต่างๆ หันมาประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้าเป็นส่วนหนึ่งของแผนธุรกิจกันมากขึ้น เพื่อปรับปรุงคุณภาพการดำเนินงาน ขยายฐานลูกค้า และนำไปสู่แหล่งรายได้ใหม่ของบริษัทในอนาคต ซึ่งถือเป็นพัฒนาการที่ดีให้กับธุรกิจในภูมิภาค”









