ปีนี้ถือเป็น“ปีแรก”ที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) อนุญาตให้ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.)“จดทะเบียน”จัด
ตั้งกองทุนประเภทประหยัดภาษีเพิ่มเติมได้ ทั้งในรูปของ กองทุนรวมหุ้นระยะยาว(แอลทีเอฟ) และ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ(อาร์เอ็มเอฟ) ส่งผลให้ช่วงหลายสัปดาห์มานี้ บลจ. หลายแห่ง เปิดตัว“กองทุนใหม่”ออกมาจำนวนมาก ทั้งกองแอลทีเอฟและอาร์เอ็มเอฟ
“กิตติคุณ ธนรัตนพัฒนกิจ”นักวิเคราะห์กองทุนประจำประเทศไทย บริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ซ (ประเทศไทย) จำกัด มองว่า กองทุนแอลทีเอฟที่เปิดตัวใหม่ ส่วนใหญ่ทาง บลจ. ยังคงรูปแบบเดิม คือ นำกองทุนหุ้นเด่นๆ ของตัวเองมานำเสนอในรูปแบบของ แอลทีเอฟ แต่ก็มีบาง บลจ. ที่เลือกนำเสนอในรูปแบบใหม่ออกมาตามสไตล์การลงทุนของแต่ละ บลจ.
“บางแห่งก็ออกมาตามสไตล์ของตัวเอง เช่น ลงทุนผสมกันทั้งหุ้นในประเทศและหุ้นต่างประเทศ สัดส่วนอยู่ที่ 70% และ 30% โดยลงทุนในหุ้น 65-70% ส่วนที่เหลือลงทุนในตราสารหนี้ต่างๆ หรือ การลงทุนมากกว่า 80% ในหุ้นขนาดกลางและเล้ก ที่มีมาร์เก็ตแคปไม่เกิน 5 หมื่นล้านบาท การลงทุนเน้นสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับ เซ็ท 50 อินเด็กซ์ เป็นต้น”
กิตติคุณ แนะนำว่าด้วยเงื่อนไขการลงทุนใหม่ที่มีระยะเวลาการถือครองมากขึ้น ช่วงเริ่มต้นอยากให้ผู้ลงทุนประเมินเรื่องของสภาพคล่องในการลงทุนเพิ่มเติมเป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการเลือกซื้อกองทุน
ส่วนนักลงทุนที่รับเงินเดือนประจำที่ไม่ค่อยมีเวลาและขาดประสบการณ์ในการลงทุน อยากแนะนำให้ใช้วิธีการลงทุนแบบถัวเฉลี่ย(ดีซีเอ) เพื่อสร้างเสริมวินัยการออมเงินและเป็นการเฉลี่ยต้นทุนในการลงทุนที่ดี
นอกจากนี้ก็อยากให้นักลงทุนมองเป็นการลงทุนระยะยาวซึ่งจริงๆ แล้วระยะเวลาการถือครองที่เพิ่มขึ้นมาเพียงแค่ 2 ปีนั้นไม่ต่างกันมากจากเดิมเท่าไร ประกอบกับการลงทุนในหุ้นนั้นจากสถิติยิ่งเมื่อลงทุนยาวเท่าไรความผันผวนก็ยิ่งน้อยลง
ส่วน“กองทุนอาร์เอ็มเอฟ” ถือเป็นเครื่องมือที่ดีมากสำหรับการลงทุนเพื่อการเกษียณ ซึ่งนักลงทุนควรให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะเงินลงทุนส่วนนั้นจะถูกสะสมไปเรื่อยๆ โดยจะไปเห็นผลเมื่อถึงเวลาเกษียณแต่อยากให้นักลงทุนเลือกลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่รับได้เนื่องจากอาร์เอ็มเอฟ มีหลากหลายนโยบาย ซึ่งหลักการง่ายๆก็คือ เอา 100 ลบ อายุ เหลือเท่าไรนั้นก็คือสัดส่วน % ของตราสารทุน (หุ้น) ที่ควรลงทุน
กิตติคุณ บอกด้วยว่า ช่วง2เดือนที่ผ่านมา มีผู้ลงทุนกลับเข้ามาลงทุนชัดเจน มีเงินไหลเข้ากองทุนแอลทีเอฟสุทธิกว่า 9,120 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดนับตั้งแต่กองทุน แอลทีเอฟ เปิดดำเนินการมา เมื่อเทียบกับตัวเลขเม็ดเงินลงทุนไหลเข้าออกกองทุนแอลทีเอฟในช่วงเดือนก.ย.และต.ค.ที่ผ่านมา
นี้ส่วนช่วงที่เหลือของปีนี้ คาดว่าเม็ดเงินลงทุนก็น่าทยอยไหลเข้าแต่ส่วนใหญ่คาดว่าจะไปกระจุกตัวอยู่ที่เดือนธ.ค.ของปีดังเช่นในทุกๆปีที่ผ่านมา ซึ่งโดยปกติแล้วในเดือนธ.ค.ของทุกปีจะมีเงินไหลเข้าสุทธิประมาณเฉลี่ยมากกว่า 20,000 ล้านบาท และคาดว่าทั้งปีนี้ยังมีเม็ดเงินไหลเข้ากองทุนแอลทีเอฟและอาร์เอ็มเอฟ อย่างมากยังคงทะลุ 300,000 ล้านบาท
“วิน พรหมแพทย์”ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ.ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล มองว่าการลงทุนในทรัสต์เพื่อการลงทุนใน REITs และกองทุนรวมอสังหาฯ ผ่านกองทุนรวมอาร์เอ็มเอฟ ถือเป็นทางเลือกที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนระยะยาวเพื่อเก็บออมไว้ใช้ยามเกษียณพร้อมรับสิทธิ์ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
เนื่องจากเป็นการลงทุนใน REITs และกองทุนรวมอสังหาฯ ที่มีจุดเด่นด้านรายได้จากค่าเช่าที่มั่นคงและสม่ำเสมอในระยะยาว จึงมีโอกาสรับผลตอบแทนจากเงินปันผลเฉลี่ย 5-6% ต่อปี สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากประจำในปัจจุบันซึ่งอยู่ในอัตรา 1%-1.5% ต่อปี และสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 2.10% ต่อปี
สำหรับในรอบสัปดาห์นี้ มี บลจ. จำนวนมากเปิดตัวกองทุนทั้ง แอลทีเอฟ และ อาร์เอ็มเอฟ ที่เป็นกองทุนใหม่ โดย บลจ.ภัทร เปิดตัวกองทุนเปิดภัทร สมาร์ท มินิมั่น โวลาติลิตี้ หุ้นระยะยาว ซึ่งเป็นรูปแบบที่ บลจ.ภัทร มีความถนัดอยู่แล้ว คือ ลงทุนในรูปแบบ Minimum Volatility โดยลงทุนในหุ้นไทย
จุดเด่นของกองทุนนี้ คือ กลยุทธ์การลงทุนมุ่งลดความผันผวนของผลตอบแทนโดยรวมของกองทุน เป้าหมายเพื่อให้กองทุนมีความเสี่ยงด้านความผันผวนที่น้อยลง พร้อมเปิดขาย วันที่ 15-22 พ.ย. นี้
ด้าน บลจ.ทหารไทย เปิดตัวกองทุนแอลทีเอฟ 1 กองทุน และ อาร์เอ็มเอฟอีก 2 กองทุน ขายให้ประชาชนทั่วไปครั้งแรก(ไอพีโอ) 14-18 พ.ค.นี้
ส่วน บลจ.ทาลิส น้องใหม่ของวงการ เปิดตัว กองทุนอาร์เอ็มเอฟ 3 กองทุน ได้แก่ กองทุนเปิดทาลิส เฟล็กซิเบิ้ล เพื่อการเลี้ยงชีพ, กองทุนเปิดทาลิส หุ้นทุน เพื่อการเลี้ยงชีพ และกองทุนเปิดทาลิส ตราสารหนี้ เพื่อการเลี้ยงชีพ ซึ่งมั่นใจจะสามารถให้ผลตอบแทนที่ดี
ด้าน บลจ.กรุงไทย เตรียมออกกองทุน แอลทีเอฟ และ อาร์เอ็มเอฟ รวม 3 กองทุน ได้แก่ กองทุนเปิดกรุงไทย พร็อพเพอร์ตี้ แอนด์ อินฟราสตรัคเจอร์ เฟล็กซิเบิ้ล เพื่อการเลี้ยงชีพ (KT-RMF) , กองทุนเปิดกรุงไทย สมาร์ท หุ้นระยะยาว ( KTEF-LTF) เสนอขายในวันที่ 14- 23 พ.ย.59 และกองทุนเปิดกรุงไทย ซีเล็คทีฟ หุ้นระยะยาว (KTSE- LTF) เสนอขายวันที่ 13-21 ธ.ค.59 เพื่อการออมระยะยาว และเพื่อการเกษียณ







