"เจดับเบิ้ลยูดี" ตั้งงบลงทุนปีหน้า 1-2 พันล้าน ซื้อกิจการห้องเย็นที่มาเลเซีย-ขยายคลังสินค้าในสปป. ดันสัดส่วนรายได้ต่างประเทศแตะ 25% ปี63
นายชวนินทร์ บัณฑิตกฤษดา ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) JWD กล่าวว่า ในปี 2560 จะเน้นการขยายคลังสินค้าไปยังต่างประเทศเป็นหลัก และประเมินว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เป็นลูกค้ากลุ่มใหญ่ของบริษัทจะเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น
โดยเบื้องต้น บริษัทตั้งงบลงทุนปี 2560 ที่ 1,000-2,000 ล้านบาท แหล่งเงินมาจากออกหุ้นกู้มูลค่า 1,000-1,500 ล้านบาท ช่วงไตรมาส1 ปีหน้า
ทั้งนี้ เงินระดมทุนหลัก เพื่อรองรับการเข้าซื้อกิจการห้องเย็นในประเทศมาเลเซีย มูลค่าราว 1,500 ล้านบาท ขนาดพื้นที่ประมาณ 30,000 ตารางเมตร โดยกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มประเภทอุปโภคบริโภคที่บริษัทยังมีสัดส่วนค่อนข้างน้อย
ส่วนการลงทุนอื่นๆ บริษัทมีแผนขยายคลังสินค้าทั่วไปใน สปป.ลาว มูลค่า 100 ล้านบาท พื้นที่ 30,000 ตารางเมตร และมีแผนลงทุนคลังสินค้าอันตรายในกัมพูชา ซึ่งมีลักษณะเป็นสัญญาระยะยาว เนื่องจากเป็นประเทศที่มีศักยภาพการเติบโตทางธุรกิจ รวมถึงการขนส่งสินค้าในอุตสาหกรรมยานยนต์ บริษัทจะขยายประเภทสินค้าไปยังชิ้นส่วนยานยนต์มากขึ้นในอนาคต
ขณะเดียวกัน บริษัทตั้งเป้าหมายระยะยาวในปี 2563 จะมีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศถึง 25% จากปัจจุบัน 8% โดยคาดหวังจะขยายธุรกิจให้ครอบคลุมทั่วกลุ่มประเทศอาเซียน
บริษัทยอมรับว่าสนใจเข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนของ บริษัท เอ็นซีแอล อินเตอร์เนชั่นแนล โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ NCL โดยอยู่ระหว่างขั้นตอนการศึกษาข้อมูลแต่ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเข้าซื้อหรือไม่ เนื่องจากขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจา M&A กับหลายบริษัททั้งในและต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างเครือข่ายการเติบโตให้กับธุรกิจในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งหากมีพันธมิตรที่ดีจะช่วยผลักดันการเติบโตให้สูงขึ้นในอนาคต
ในปี 2560 บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้เติบโตมากกว่า 7% จากปี 2559 คาดว่ารายได้จะใกล้เคียงปี 2558 ที่ 2,384 ล้านบาท เนื่องจากภาวะธุรกิจคลังสินค้าและโลจิสติกส์เผชิญปัญหาด้านกฎหมายการประมงระหว่างประเทศทำให้ธุรกิจห้องเย็นได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก ส่วนกำไรสุทธิปี 2560 จะกลับไปอยู่ในระดับปกติในระดับเดียวกับช่วงปี 2558 ที่มีกำไรสุทธิอยู่กว่า 300 ล้านบาท หลังจากที่ในงวด 9 เดือนแรกปีนี้บริษัทยังมีผลประกอบการที่ขาดทุน 51.45 ล้านบาท









