"บีโอไอ" เตรียมนำเอสเอ็มอีเดินสาย 6 จังหวัดภาคอีสาน หวังต่อยอดการลงทุน ผลิตยางรถยนต์ และชิ้นส่วน พร้อมหาลู่ทางทำตลาดชายแดนไทย-ลาว
นายเจษฎา ศรศึก ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาปัจจัยสนับสนุนการลงทุน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า บีโอไอ เตรียมจัดกิจกรรมชักจูงการลงทุนภายในประเทศ โดยนำคณะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เดินทางไปเยี่ยมชมโรงงาน และหารือร่วมกับผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ ที่ดำเนินกิจการในพื้นที่ 6 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คือ สระบุรี สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี ขอนแก่น นครราชสีมา รวมถึงเยี่ยมชมโรงงานผลิตกาแฟรายใหญ่ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ระหว่างวันที่ 19-23 ธ.ค.นี้
ทั้งนี้ เอสเอ็มอีจะได้เข้าเยี่ยมชมกระบวนการผลิตของกิจการที่น่าสนใจ อาทิ กิจการผลิตยางรถยนต์จากผู้ประกอบการรายใหญ่ระดับโลก ที่ตั้งโรงงานในพื้นที่จังหวัดสระบุรี กิจการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ ที่จังหวัดขอนแก่น กิจการผลิตไฟฟ้าพลังงานชีวภาพ ที่จังหวัดศรีสะเกษ
นอกจากนี้ ยังศึกษาดูงานกิจการผลิตผลิตภัณฑ์เกษตรและเกษตรแปรรูป โดยเยี่ยมชมกิจการผลิตไก่สดแปรรูป ที่ จ.อุบลราชธานี และเข้าชมกิจการผลิตสารให้ความหวานสกัดจากหญ้าหวาน ใน จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นสารให้ความหวานสกัดจากหญ้าหวานที่มีคุณสมบัติพิเศษ เนื่องจากมีความหวานกว่าน้ำตาล 100-300 เท่า สามารถใช้แทนน้ำตาลในผู้ป่วยโรคเบาหวานหรือโรคไขมันในเส้นเลือดสูง และไม่ทำให้อ้วน ปัจจุบันการผลิตสารดังกล่าวเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคทั่วโลกและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี แต่มีผู้ผลิตในประเทศไทยจำนวนน้อยเพียง 2 รายเท่านั้น จึงเป็นโอกาสการลงทุนเพิ่มเติมในอนาคต
“การจัดกิจกรรมครั้งนี้จะทำให้ เอสเอ็มอี ได้พบหารือกับผู้ประกอบการรายใหญ่โดยตรง และจะได้นำความรู้และการถ่ายทอดเทคโนโลยีใหม่ ๆ ไปพัฒนาศักยภาพในกระบวนการผลิตของตนเอง ให้สามารถรองรับทิศทางความต้องการของตลาดโลก รวมถึงให้ทันต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมไปสู่การใช้เทคโนโลยีแห่งอนาคต ซึ่งในที่สุดจะได้นำไปสู่โอกาสของการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงอุตสาหกรรมร่วมกันระหว่างผู้ประกอบการรายใหญ่และเอสเอ็มอีในประเทศได้”
นายเจษฎา กล่าวว่า บีโอไอยังเตรียมนำคณะเอสเอ็มอี ผ่านจุดข้ามแดนที่จ.อุบลราชธานี เพื่อเดินทางไปร่วมเยี่ยมชมกิจการโรงงานผลิตกาแฟรายใหญ่ ที่ดำเนินกิจการใประเทศลาว พร้อมทั้งสำรวจลู่ทางการลงทุนในพื้นที่ชายแดน ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นให้เอสเอ็มอีไทยเห็นถึงศักยภาพการทำธุรกิจร่วมกันของ 2 ประเทศได้ต่อไป









