วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

BDMS - ซื้อ

กำไรไตรมาส 3/59 เป็นไปตามคาด แนะนำทยอยซื้อรอกำไรช่วงฤดูการที่ดีในไตรมาส 1/60

ผลประกอบการเป็นไปตามคาด

BDMS รายงานกำไรหลัก 2.2 พันล้านบาทสำหรับไตรมาส 3/59 ซึ่งสูงขึ้น 18% YoY และ 37% QoQ หากรวมกำไรจากการขายหุ้น BCH หลังหักภาษีจำนวน 118 ล้านบาท กำไรสุทธิจะอยู่ที่ 2.3 พันล้านบาท ในไตรมาส 3/59 ซึ่งสูงขึ้น 12% YoY และ 40% QoQ โดยผลประกอบการเป็นไปตามที่ BLS และตลาดคาด

ประเด็นหลักผลประกอบการ

กำไรหลักเติบโตได้ดี YoY และ QoQ ซึ่งเป็นผลมาจากรายได้การแพทย์ที่เติบโต (สูงขึ้น 13% YoY และ 16% QoQ มาอยู่ที่ 17 พันล้านบาทในไตรมาส 3/59 ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดใหม่รายไตรมาสค่ะ), อัตราค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายที่ลดลง (ลดลงจาก 21.9% ในไตรมาส 3/58 และ 21.6% ในไตรมาส 2/59 มาอยู่ที่ 20.8% ในไตรมาส 3/59) รายได้การแพทย์จำแนกได้เป็น 74% จากลูกค้าต่างชาติ และ 26% จากลูกค้าไทย โดยรายได้จากลูกค้าต่างชาติสูงขึ้น 10% YoY และลูกค้าไทยสูงขึ้น 14% YoY รายได้การแพทย์จากโรงพยาบาลในกรุงเทพสูงขึ้น 8% YoY ขณะที่จากโรงพยาบาลในต่างจังหวัดสูงขึ้น 18% YoY ขณะที่อัตรากำไรขั้้้นต้นลดลงจาก 31.8% ในไตรมาส 3/58 มาอยู่ที่ 31.1% ในไตรมาส 3/59 แต่สูงขึ้นจากฐานต่ำที่ 29% ในไตรมาส 2/59 ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมสูงขึ้น 21% YoY และ 20% QoQ ซึ่งขับเคลื่อนโดยกำไรที่เติบโตของ BH และ RAM อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระต่อทุนสุทธิคงที่ QoQ ที่ 0.5x เท่า ณ สิ้นสุดเดือนกันยายน

แนวโน้ม

เราคาดกำไรหลักไตรมาส 4/59 ทรงตัว YoY และอาจลดลงเล็กน้อย QoQ จากปัจจัยฤดูกาล อ้างอิงหากไม่มีรายการพิเศษในไตรมาส 4/59 เทียบกับกำไรจากการขายหุ้น BCH หลังหักภาษีจำนวน 118 ล้านบาท ในไตรมาส 3/59 เราคาดรายได้การแพทย์จะเติบโต 6-8% YoY ในไตรมาส 4/59 แต่ยังต้องรอดูว่า BDMS จะสามารถรักษาอัตรากำไรหลัก QoQ ได้หรือไม่ เนื่องจากเป็นช่วงโลว์ซีซั่น อีกทั้งยังมีฐานสูงในไตรมาส 4/58 เป็นเกณฑ์เปรียบเทียบ ที่บริษัทสามารถทำกำไรเติบโต QoQ มากถึง 2.1 พันล้านบาทแม้เป็นช่วงโลว์ซีซั่น

สิ่งที่เปลี่ยนแปลง

กำไรหลักรวม 9 เดือนของปี 2559 คิดเป็น 77% ของที่เราประเมินทั้งปี และคิดเป็น 72% ของที่ตลาดประเมิน เรามองว่าผลประกอบการยังมีอัพไซด์ 2-3% หาก BDMS สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารได้ในไตรมาส 4/59 ที่เป็นช่วงโลว์ซีซั่นได้ดีกว่าเราคาด อย่างไรก็ตาม ตลาดประเมินกำไรหลักปี 2559 เติบโตสูงถึง 12% เทียบกับตัวเลขจริงที่เติบโตเพียง 9% เมื่อคิดรวม 9 เดือนของปี 2559 ซึ่งอาจไม่สามารถเป็นไปตามที่ตลาดคาด ในปี 2560, เราคาดมีอัพไซด์สำหรับกำไรจากการควบรวมกิจการล่าสุด (กำไรจากโรงพยาบาลเมโยจะเริ่มนำมาคิดรวมในเดือนมกราคม 2560) อย่างไรก็ตาม ปัจจัยดังกล่าวคิดเป็นส่วนเพิ่มเพียง 1%


คำแนะนำ

เนื่องจากบริษัทยังอยู่ในช่วงการลงทุนอย่างต่อเนื่อง (โครงการ BDMS เวลเนส คลินิก และ ฟินิกส์ ที่โรงพยาบาลบริเวณซอยศูนย์วิจัย) ทำให้เราคาดว่าจะมีแรงกดดันเรื่องอัตรากำไรในช่วงโลว์ซีซั่น ได้แก่ ไตรมาส 2 และ 4 แต่จะสามารถมีอัตรากำไรที่ดีได้ในช่วงไฮซีซั่น ได้แก่ 1 และ 3 เรามองว่าราคาหุ้นที่ 21-22 บาท เป็นช่วงราคาที่เหมาะสมในการลงทุน เนื่องจากคิดเป็น PE ที่ 35-37x เท่า ซึ่งเป็นระดับเดียวกับการปรับตัวลดลงของราคาหุ้นในรอบล่าสุด เรายังคงคำแนะนำ “ซื้อ” โดยให้ราคาเป้าหมายปี 2560 ด้วยวิธี DCF ที่ 25 บาท อ้างอิงจาก WACC 7% และอัตราการเติบโตระยะยาว (terminal growth) ที่ 2%