ไทยบีเอ็มเอเผยบอนด์ยีลด์ไทยรุ่นอายุ10ปี พุ่งแตะ2.42%สูงสุดรอบ6เดือน ชี้ขึ้นตามบอนด์ยีลด์สหรัฐ ขณะต่างชาติยังเทขายต่อเนื่องในรุ่นระยะสั้น
นางสาวอริยา ติรณะประกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย(ไทยบีเอ็มเอ) กล่าวว่า หลังจากทราบผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเมื่อวันที่ 8 พ.ย.ที่ผ่านมา พบว่ามีแรงเทขายต่อเนื่องในตลาดตราสารหนี้ โดยเฉพาะรุ่นอายุสั้นต่ำกว่า 1 ปี แต่อย่างไรก็ตามผลตอบแทนของพันธบัตร(บอนด์ยีลด์) รุ่นดังกล่าวไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นมากนัก โดยรุ่นที่บอนด์ยีลด์เพิ่มขึ้นค่อนข้างมาเป็นรุ่นอายุ 10 ปี ซึ่งล่าสุดวานนี้(14พ.ย.) อยู่ที่ 2.42% เพิ่มขึ้นมา 0.27% เมื่อเทียบกับช่วงต้นเดือน และถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 6 เดือน
“บอนด์ยีดล์รุ่นอายุ 10 ปี ของเราที่ปรับขึ้น เป็นผลจากบอนด์ยีลด์ของสหรัฐที่เพิ่มขึ้นมาแรง โดยเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 10 เดือน เนื่องจากนักลงทุนห่วงว่านโยบายของ นายทรัมป์ จะดึงให้เงินเฟ้อปรับเพิ่มขึ้น และบอนด์ยีลด์สหรัฐที่เพิ่มขึ้น ก็ดึงให้บอนด์ยีลด์รุ่นอายุ 10 ปีของเราปรับขึ้นตามด้วย”
สำหรับแนวโน้มระยะถัดไป มีโอกาสที่จะเห็นความผันผวนอย่างต่อเนื่อง เพราะนักลงทุนเริ่มปรับมุมมองการคาดการณ์ที่มีต่อดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐ ทำให้ตราสารหนี้ระยะสั้นมีโอกาสเผชิญแรงขายอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเพราะที่ผ่านมานักลงทุนเข้ามาถือครองตราสารรุ่นอายุสั้นๆ เพิ่มขึ้นด้วย
“ช่วงต้นปีต่างชาติถือในตัวสั้นๆ ไม่ถึง 5% แต่ล่าสุดเข้ามาถือเพิ่มเป็น 20% จึงมีโอกาสที่รุ่นอายุสั้นๆ จะเผชิญแรงขายออกมาได้ เพียงแต่บอนด์ยีลด์รุ่นอายุสั้นไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงมากนัก ส่วนใหญ่เคลื่อนไหวไปทิศทางเดียวกับดอกเบี้ยนโยบายของไทย แต่รุ่นอายุยาวๆ อาจเผชิญแรงกดดันจากบอนด์ยีลด์ของสหรัฐได้อยู่”
นางสาวอริยา กล่าวด้วยว่า ถ้าดูตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน นักลงทุนต่างชาติยังมียอดซื้อสุทธิราว 1 แสนล้านบาท แต่อย่างไรก็ตามหลังจากทราบผลเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ พบว่า นักลงทุนต่างชาติมียอดเทขายอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดวานนี้ นักลงทุนต่างชาติเทขายสุทธิประมาณ 1.8 หมื่นล้านบาท
นายจิติพล พฤกษาเมธานันท์ รองผู้อำนวยการ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี กล่าวว่า ค่าเงินกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ยังคงอ่อนค่าต่อเนื่อง เช่นเดียวกับประเทศที่อยู่ในกลุ่มการตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก(ทีพีพี) ที่ค่าเงินอ่อนค่าต่อเนื่องด้วยเช่นกัน ส่งผลให้เงินบาทไทยอ่อนค่าลงตามไปด้วย โดยเงินบาทวานนี้ ปิดตลาดที่ 35.44 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงจากปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ที่ 35.30 บาทต่อดอลลาร์
สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาทในระยะข้างหน้า คงต้องจับตาดูวันพฤหัสนี้ ซึ่ง นางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) จะแถลงนโยบายต่อสภาคองเกรส เพื่อดูว่า เฟด จะยืนยันแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยอยู่หรือไม่ แต่อย่างไรก็ตามช่วงที่ผ่านมา ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงต่อเนื่อง ระยะสั้นจึงอาจมีแรงเทขายเพื่อทำกำไรออกมาได้บ้าง แนวโน้มเงินบาทจึงน่าจะเคลื่อนไหวทรงตัว
“คิดว่าเฟดคงระมัดระวังเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยที่มากขึ้น เพราะตอนนี้ทั้งตลาดหุ้นและตลาดบอนด์ เริ่มออกอาการฟองสบู่ให้เห็น หากเฟดขึ้นดอกเบี้ยเร็วไป อาจจะกลายเป็นการเจาะฟองสบู่เหล่านี้ได้ ซึ่งเขาอาจจะรับมือไม่ทัน ซึ่งคงต้องรอการแถลงของเฟดในวันพฤหัสนี้ก่อน”
นายจิติพล กล่าวด้วยว่า ในส่วนของผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล(บอนด์ยีลด์) ปรับขึ้นมาค่อนข้างเร็ว โดยล่าสุดวานนี้(14พ.ย.) รุ่นอายุ 10 ปี เพิ่มขึ้นแตะระดับ 2.55% จากปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ที่ 2.34% ขณะที่ช่วงก่อนเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ บอนด์ยีลด์รุ่นอายุดังกล่าวเคลื่อนไหวอยู่ระดับ 2.17%








