“วายแอลจี”ระบุราคาทองหลุดแนวรับ1208ดอลลาร์ต่อออนซ์ให้ชะลอลงทุน
สำหรับภาวะตลาดทองคำวันนี้ (14พ.ย.) ราคาทองคำแกว่งตัวในกรอบที่ระดับ 1,212.26-1,231.16 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ราคาทองในประเทศเปลี่ยนแปงถึง 12 ครั้ง โดยราคาทองคำแท่ง 96.5% ภายในประเทศขายออกอยู่ที่ 20,550 บาทต่อบาททองคำ โดยราคาปรับตัวลดลง 500 บาท จากวันก่อนหน้าที่ระดับ 21,050 บาทต่อบาททองคำ (หมายเหตุ ข้อมูลนี้จัดทำขึ้น ณ เวลา 16.26 น.ของวันที่ 14 พ.ย.59)
ส่วนแนวโน้มการลงทุนวันพรุ่งนี้ (15พ.ย.) บริษัทวายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล ระบุว่า หลังจากเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเป็นต้นมา การคาดการณ์ที่ว่าอัตราเงินเฟ้อและอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐจะปรับสูงขึ้น นักลงทุนจึงได้โยกเงินลงทุนออกจากตลาดทองคำเข้าสู่ตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้น
ทั้งนี้ ธนาคารโกลด์แมน แซคส์ และ แบงก์ ออฟ อเมริกา เมอร์ริล ลินช์ (BAML) คาดว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐประเภท 10 ปี อาจจะพุ่งขึ้นสู่ 2.50 % ในอนาคต จากระดับ 2.11 % ซึ่งอัตราผลตอบแทนพันธบัตร ได้รับแรงหนุนเพิ่มเติมจากการที่เจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) บางคนเรียกร้องให้เฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยก่อนสิ้นปีนี้ด้วย
นอกจากนี้ นายสแตนลีย์ ฟิชเชอร์ รองประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวสนับสนุนการปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป แม้ นายฟิชเชอร์ ไม่ได้กล่าวถึงผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐโดยตรง แต่เขาแสดงความพึงพอใจต่อการดำเนินโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
ขณะที่ดัชนีดาวโจนส์ปิดวันศุกร์ (11พ.ย.) ในรายสัปดาห์มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2554 และ ดัชนี S&P 500 พุ่งขึ้นในสัปดาห์ที่แล้วในอัตราที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ปี 2557 เนื่องจากนักลงทุนคาดเศรษฐกิจสหรัฐ อาจได้รับแรงหนุนจากการปรับลดภาษี และการปรับเพิ่มงบใช้จ่ายของรัฐบาลกลาง หลังนายโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้ง
ปัจจัยดังกล่าวถือเป็นปัจจัยบวกต่อสกุลเงินดอลลาร์ ซึ่งกดดันราคาทองดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง ในช่วงก่อนหน้าราคาทองคำไปปรับตัวลงอย่างรวดเร็ว หากยังไม่สามารถทะลุแนวรับสำคัญในบริเวณ 1,208-1,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จึงอาจเกิดแรงซื้อเก็งกำไรเพื่อดีดตัวขึ้น แต่หากราคาทองคำไม่สามารถยืนเหนือแนวต้านโซน 1,233-1,241 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้อย่างแข็งแกร่ง อาจเกิดแรงขายออกมาอีกครั้ง
ส่วนกลยุทธ์การลงทุน วายแอลจี ระบุว่า สำหรับนักลงทุนที่รอซื้อทองแนะนำให้หาจังหวะเข้าซื้อเมื่อราคาย่อตัวลงมาบริเวณแนวรับต่างๆ โดยการย่อตัวลงของราคาไม่ควรหลุดแนวรับ 1,208 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และขายทำกำไรตามบริเวณแนวต้าน 1,233-1,241 ดอลลาร์ต่อออนซ์
หากราคาหลุดแนวรับดังกล่าวให้ชะลอการลงทุนออกไปก่อน โดยดูบริเวณแนวรับสำคัญถัดไปที่ 1,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และนอกจากความผัวผวนของราคาแล้วแล้วนักลงทุนยังจำเป็นต้องประเมินขนาดการลงทุนในแต่ละรอบ เพื่อสามารถคำนวณความเสี่ยงในการลงทุนในแต่ละครั้ง ให้อยู่ในขนาดที่พอร์ตการลงทุนสามารถแบกรับได้









