“ซีพีเอฟ”กำไรไตรมาส 3 เติบโต 45% ผลจากกิจการต่างประเทศเติบโตตามเป้า เผยรายได้จากการขายกว่า 1.2 แสนล้าน หนุนกำไรงดว9เดือนเพิ่มขึ้น36%
บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ปีนี้ตามเป้ามีรายได้จากการขาย 122,549 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว 10% และมีกำไรสุทธิ 5,184 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45% เป็นผลให้มีรายได้จากการขายงวด 9 เดือน รวม 344,839 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 12,965 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36% จากระยะเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งกำไรส่วนใหญ่มาจากการขยายการลงทุนในต่างประเทศ
สำหรับโครงสร้างรายได้จากการขาย กิจการต่างประเทศ และกิจการส่งออกจากไทยคิดเป็นสัดส่วน 68% ของรายได้จากการขาย โดยกิจการในเวียดนาม มีผลการดำเนินงานที่โดดเด่นและประเทศอื่นๆ ได้มีผลการดำเนินงานตามเป้าที่ตั้งไว้
สำหรับการขายในประเทศไทยที่มีสัดส่วน 32% ของรายได้จากการขายรวมนั้นมีผลการดำเนินงานโดยรวมดีขึ้นจากระยะเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นผลมาจากธุรกิจสัตว์บกโดยเฉพาะเนื้อสัตว์ในไทยได้เข้าสู่ภาวะปกติจากภาวะผลผลิตล้นตลาดในปีที่ผ่านมา และการฟื้นตัวต่อเนื่องของธุรกิจสัตว์น้ำจากผลกระทบจากโรคระบาด EMS (Early Mortality Syndrome) ประกอบกับการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายทั้งด้านการขายและบริหารรวมถึงค่าใช้จ่ายด้านการเงินให้ลดลง ทำให้ซีพีเอฟมีกำไรสุทธิ 9 เดือน เพิ่มขึ้น 36% จากปีที่ผ่านมา
นายอดิเรก ศรีประทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ กล่าวถึงผลการดำเนินงานปีนี้ว่า เป็นไปตามที่ได้วางเป้าหมายไว้ จากการเติบโตของกิจการในต่างประเทศที่บริษัทได้มีการขยายการลงทุนช่วงที่ผ่านมามาก และเป็นส่วนหลักในการผลักดันการเติบโตของซีพีเอฟต่อไปในอนาคต
โดยปีนี้ธุรกิจในจีนและเวียดนาม ซึ่งมียอดขายรวมกัน 39% ยังคงเป็นประเทศหลักในการผลักดันการเติบโต แต่ในระยะยาวมองว่ารัสเซีย อินเดีย และฟิลิปปินส์ เป็นประเทศที่มีโอกาสทางธุรกิจและมีศักยภาพในการเสริมการเติบโตของซีพีเอฟในอนาคต
ภายใต้แนวคิดในการทำธุรกิจเพื่อสร้างสินค้าอาหารจากโปรตีนเนื้อสัตว์ที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม ซีพีเอฟ ได้มีกลยุทธ์หลักในการขยายธุรกิจคือการขยายการลงทุนไปยังประเทศที่มีศักยภาพในธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหาร โดยเฉพาะในประเทศที่กำลังพัฒนาเพื่อช่วยสนับสนุนประเทศต่างๆ ให้มีกระบวนการเลี้ยงสัตว์ที่ทันสมัยอันจะส่งผลให้มีประสิทธิภาพในการผลิตสินค้าเนื้อสัตว์ที่ดี
สำหรับประเทศที่พัฒนาแล้ว บริษัทมองหาโอกาสในการลงทุนในธุรกิจปลายน้ำ หรือธุรกิจอาหารเพิ่มมูลค่า โดยการลงทุนของซีพีเอฟ มองโอกาสของการเข้าซื้อกิจการ เพราะจะช่วยเสริมการเติบโตได้เร็วขึ้นกว่าการเข้าไปลงทุนสร้างกิจการเอง โดยยึดหลักว่ากิจการที่เข้าไปซื้อจะต้องเป็นธุรกิจที่สอดคล้องกับกลยุทธ์หลัก มีผู้บริหารที่ดี และราคาต้องเหมาะสม รวมถึงการมีคุณค่าร่วมในการต่อยอดธุรกิจของซีพีเอฟ









