วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

คาดหุ้นไทยผันผวนปรับตัวลง ลุ้นนโยบายทรัมป์ผ่อนคลายหรือไม่

โบรกเกอร์คาดหุ้นไทยมีโอกาสผันผวนปรับตัวลง พร้อมเกาะติดนโยบาย“ทรัมป์” ผ่อนคลายหรือไม่ โดยเฉพาะการคุมเข้มการค้า

ดัชนีตลาดหุ้นไทยวันนี้ (9 พ.ย.) หลังจากเปิดตลาดที่ระดับ 1,498.81 จุด ดิ่งลง 11.03 จุด จากวันก่อน หลังจากนั้นราคาหุ้นปรับตัวลดลงต่อเนื่องไปทำจุดต่ำสุดที่ 1,486.62 จุด ลดลง 23.52 จุด จากนั้นราคาหุ้นฟื้นตัวอย่างรวดเร็วหลังจากเปิดตลาดช่วงบ่าย หลังทราบผลการเลือกตั้งสหรัฐอย่างเป็นการทางการ และปิดการซื้อขายที่ 1,509.43 จุด ลดลง 0.41 จุด หรือ 0.03% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 93,328.59 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติขายออสุทธิกว่า 2,600 ล้านบาท 

นางสาวธีรดา ชาญยิ่งยงค์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสจะผันผวนในทางปรับตัวลดลงไปอยู่ที่ระดับ 1430-14,60 จุด เนื่องจากต้องติดตามนโยบายเศรษฐกิจของ โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าจะมีความผ่อนคลายหรือไม่ จากที่ในช่วงหาเสียงนั้นค่อนข้างสุดโต่งในเรื่องการคุมเข้มทางการค้า การตั้งกำแพงภาษี และปัจจัยที่ธนาคารกลางสหรัฐจะมีการประชุมพิจารณาเรื่องอัตราดอกเบี้ย ซึ่งมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นในเดือนหน้า ส่วนแนวต้านมองที่ระดับ 1,520 จุด

สำหรับการลงทุนในช่วงนี้นักลงทุน ต้องเลือกลงทุนมากขึ้น โดยเน้นหุ้นที่การเติบโตรายได้จากภายในประเทศเป็นหลัก และเป็นหุ้นพื้นฐานที่ดี อย่าง กลุ่มรับเหมา โรงพยาบาล พลังงานไฟฟ้า และการเงิน ส่วนหุ้นที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มอาหารที่เน้นส่งออก

ขณะที่ นางสาวอาภาภรณ์ แสวงพรรค ผู้อำนวยการบริหาร ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) กล่าวว่า หุ้นไทยที่ปรับตัวลงช่วงแรกระหว่างที่มีการนับคะแนนการเลือกตั้งสหรัฐ สะท้อนผลที่ออกมาผิดไปจากที่ตลาดคาดการณ์เอาไว้ ดัชนีหุ้นยังวิ่งอยู่ในกรอบ 1,480-1,530 จุด และคาดดัชนีไม่น่าจะหลุดลงไปจากกรอบนี้

ขณะเดียวกันจะเห็นว่าบริษัทจดทะเบียนไทยยังสามารถเติบโตได้ โดยเฉพาะในกลุ่มที่อิงกับเศรษฐกิจในประเทศ และหุ้นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำและมีรายได้แน่นอน (Defensive) แต่ในกลุ่มส่งออกก็น่าจะได้รับผลกระทบเพราะค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น

“หุ้นกลุ่มที่อิงกับเศรษฐกิจในประเทศยังคงน่าสนใจ อาทิ กลุ่มแบงก์ โดยเฉพาะแบงก์เล็กซึ่งเอ็นพีแอลผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว และลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปีหน้าคาดว่าสินเชื่อจะกลับมาเติบโตอีกครั้ง นอกจากนี้ กลุ่มรับเหมาและวัสดุก่อสร้าง พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โรงพยาบาล ค้าปลีก เหล่านี้ก็ยังน่าสนใจเข้าลงทุน โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดปรับฐาน”