วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เบี้ยประกันชีวิตรับรวมงวด9เดือนเติบโตกว่า6%

สมาคมประกันชีวิตไทยเผย เบี้ยประกันชีวิตรับรวมไตรมาส 3 ปีนี้ เติบโต 6.01%

   นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย เปิดเผยว่า งวด 9 เดือนปีนี้ ธุรกิจประกันชีวิตมีเบี้ยประกันชีวิตรับรวม 414,387 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 6.01% โดยแยกเป็นเบี้ยประกันชีวิตรับรายใหม่ 119,272 ล้านบาท และเบี้ยประกันชีวิตรับปีต่อไป 295,115 ล้านบาท อัตราความคง 83%

สำหรับเบี้ยประกันชีวิตแยกตามช่องทางการจำหน่าย ปรากฎว่า ในไตรมาสที่ 3 ปี 2559 ช่องทางตัวแทนประกันชีวิตขึ้นครองอันดับ 1 ด้วยสัดส่วน  48.51% ของเบี้ยประกันชีวิตรับรวม รายละเอียดดังนี้

อันดับ 1 การขายผ่านตัวแทนประกันชีวิต จำนวน 201,040 ล้านบาท สัดส่วน  48.51% หรือเติบโตขึ้น 4.26% เมื่อเทียบกับระยะเวลาเดียวกันในปีที่ผ่านมา

อันดับ 2 การขายผ่านธนาคาร จำนวน 187,358 ล้านบาท สัดส่วน 45.21% หรือเติบโตขึ้น  9.05%

อันดับ 3 การขายผ่านช่องทางการตลาดแบบตรง 11,121 ล้านบาท สัดส่วน  2.68% หรือเติบโตลดลง  4.92%

อันดับ 4 การขายผ่านช่องทางอื่นๆ 14,868 ล้านบาท สัดส่วน  3.59% หรือเติบโตขึ้น1.99%

นายกสมาคมประกันชีวิตไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ช่วงไตรมาสสุดท้าย ปี 2559 สมาคมคาดว่าเบี้ยประกันชีวิตจะยังคงมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าจะเป็นอัตราการเติบโตที่ไม่ก้าวกระโดดก็ตาม โดยมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ประมาณ  9% เบี้ยประกันภัยรับรวมประมาณ 585,700 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และขอฝากถึงผู้มีเงินได้ที่เข้าเกณฑ์ต้องเสียภาษีควรเริ่มมีการวางแผนทางการเงินเพื่อหักลดหย่อนภาษี ซึ่งตามหลักเกณฑ์ของภาครัฐ การซื้อประกันชีวิตก็เป็นหนึ่งในช่องทางที่ทำให้ผู้เสียภาษีมีสิทธิได้รับการหักลดหย่อนภาษี รวมทั้งสร้างความมั่นคงให้แก่ตนเองและครอบครัวได้อีกด้วย โดยกรมธรรม์ประกันชีวิตที่มีกำหนดอายุสัญญาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป สามารถนำเบี้ยประกันภัยไปหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากรได้สูงสุดถึง 100,000 บาท และเบี้ยประกันชีวิตแบบบำบาญ สามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 200,000 บาท แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 15 ของเงินได้พึงประเมินที่ได้รับที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในปีนั้น ซึ่งประกันชีวิตแบบบำนาญนี้เมื่อรวมกับเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือเงินสะสมเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือเงินสะสมเข้ากองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน และเงินค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) แล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท ทั้งนี้ เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร