วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ทุ่ม 1.8 หมื่นล้านช่วยข้าวเปลือกเจ้า

"นบข." ชง "ครม." ออกมาตรการสินเชื่อช่วยเกษตรกรปลูก "ข้าวเปลือกเจ้า-ข้าวหอมปทุม" คาดใช้งบ 18,000 ล้านบาท พาณิชย์มั่นใจเกษตรกรพอใจราคา

การประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) วานนี้ (7 พ.ย.) อนุมัติโครงการสินเชื่อชะลอการขายและช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าวนาปีประจำปีการผลิต2559/2560 (รอบที่1) สำหรับข้าวเปลือกเจ้าและข้าวหอมปทุม โดยใช้งบประมาณรวม 18,000 ล้านบาท

มาตรการดังกล่าวใช้หลักการเช่นเดียวกับโครงการสินเชื่อข้าวหอมมะลิ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการประชุมนบข.ว่ารัฐบาลไม่เคยทอดทิ้งเกษตรกรทั้งชาวนา ชาวไร่ และชาวสวน ซึ่งทุกอย่างที่เสนอมาได้รับฟังทุกคน ทั้งชาวนา โรงสีข้าว และผู้ประกอบการค้าข้าว ไม่ใช่กำหนดเอง การแก้ปัญหาราคาข้าวทั้งหมดจะต้องมีมาตรการรองรับที่เหมาะสม

“อยากจะบอกว่าวันนี้เรากำลังพูดถึงแค่ปลายทางเท่านั้น และก็แก้ปัญหากันมาแบบนี้ตลอด ผมเข้าใจ เพราะประชาชนเดือดร้อน แต่จะทำอย่างไรให้ถูกกฎหมายไม่ให้กลไกในตลาดเสียหาย นี่คือหลักการสำคัญ ล่าสุดรัฐบาลได้มีมาตรการให้สินเชื่อ ชะลอการระบายข้าวในส่วนของข้าวหอมมะลิ และวันนี้กำลังดูเรื่องของข้าวขาวและข้าวหอมปทุม ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ขณะที่ข้าวชนิดอื่นก็เตรียมมาตรการรองรับด้วยเช่นกัน หากราคามีปัญหา แต่ตอนนี้ยังไม่พูดถึง ยืนยันห่วงใยทุกคน รัฐบาลต้องคิดล่วงหน้าแบบนี้”

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่ารัฐบาลพยายามแก้ปัญหาที่ต้นทาง ในการปรับเปลี่ยนเรื่องการใช้น้ำ การปลูกพืชให้เหมาะสม การลดพื้นที่การปลูกและลดต้นทุนการผลิต

“แต่ปัญหาคือประชาชนและสังคมสนใจแต่เรื่องการแก้ปัญหาปลายทาง จนลืมไปว่ารัฐบาลทำที่ต้นทางมีอะไรบ้าง ถ้าทุกคนไม่ช่วยกันที่ต้นทาง สนใจแต่ปลายทาง มันแก้ไม่ได้หรอก ไม่มีใครแก้ได้”

นายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า ประชาชนจะอยู่ได้ต้องใช้ความพอเพียง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานไว้แล้ว โดยเก็บข้าวไว้ทำพันธุ์ส่วนหนึ่ง ไว้กินส่วนหนึ่ง ที่เหลือขายโรงสี ขายสหกรณ์ ขายอิสระด้วยการใส่ถุงขายในชุมชน ซึ่งรัฐก็จัดตลาดชุมชนให้เป็นตลาดกลางอยู่แล้ว เพื่อให้ชาวนาเอาข้าวมาขายในจุดนี้ได้ ทั้งหมดเพื่อส่งเสริมให้เข้มแข็ง ด้วยการผลิตและสีข้าวเอง

“การมาขายลักษณะนี้ได้เพียงส่วนหนึ่งไม่ถึง 5% จากผลผลิตทั้งหมดของทุกชนิดข้าว แต่เป็นการทำให้คนอยู่ได้ เลี้ยงตัวได้ ขอให้ลองทำดู”

นบข.ชงครม.วันนี้ของบ1.8หมื่นล้าน

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่านบข.มีมติอนุมัติโครงการสินเชื่อชะลอการขายและช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าวนาปีประจำปีการผลิต2559/2560(รอบที่1) วงเงินรวมประมาณ1.8หมื่นล้านบาทแบ่งเป็นวงเงินงบประมาณ 9 พันล้านบาท และวงเงินสินเชื่อหมุนเวียนจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) 9 พันล้านบาท โดยมาตรการนี้จะเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.)ในวันนี้ (8พ.ย.)

สำหรับมาตรการในการช่วยเหลือแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่มาตรการสำหรับชาวนาผู้ปลูกข้าวเจ้า โดยชาวนาที่เข้าโครงการจำนำยุ้งฉางจะได้รับเงินตันละ10,500บาทต่อตัน แบ่งเป็นเงินที่ได้รับจาก ธ.ก.ส.7,000บาทต่อตัน ค่าขึ้นยุ้งฉาง1,500บาทต่อตัน และค่าช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพ 2,000 บาทต่อตัน (ให้ความช่วยเหลือคนละไม่เกิน10ไร่) คาดว่าจะมีชาวนาเข้าร่วมโครงการ 661,885 ราย

ส่วนชาวนาที่ปลูกข้าวหอมปทุม โดยชาวนาที่เข้าโครงการจำนำยุ้งฉางจะได้รับเงินตันละ11,300บาทต่อตัน แบ่งเป็นเงินที่ได้รับจาก ธ.ก.ส.7,800บาทต่อตัน ค่าขึ้นยุ้งฉาง1,500บาทต่อตัน และค่าช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพ2,000บาทต่อตัน (ให้ความช่วยเหลือคนละไม่เกิน10ไร่) คาดว่าจะมีชาวนาเข้าร่วมโครงการ91,208ราย

ขณะที่ที่ไม่มียุ้งฉางจะได้รับเงินช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพ 2,000 บาทต่อตัน โดย ธ.ก.ส.จะโอนเงินเข้าสู่บัญชีของเกษตรกรโดยตรง ทั้งนี้ของให้เกษตรกรที่จะเข้าร่วมโครงการเร่งไปขึ้นทะเบียนกับ ธ.ก.ส.เพื่อรับเงินจำนวนดังกล่าว

กรณีที่ชาวนาไม่มียุ้งฉาง ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคกลาง นบข.ได้หารือกันว่ามติ นบข.ในครั้งนี้ครอบคลุมถึงการเก็บข้าวไว้ในยุ้งฉางของสหกรณ์ในชุมชนได้ด้วย เพื่อเป็นการชะลอการขายข้าวในช่วงที่ราคายังคงตกต่ำ นอกจากนั้นจะต้องเริ่มมีการฟื้นฟูระบบยุ้งฉางขึ้นมาใหม่เนื่องจากที่ผ่านมาโครงการรับจำนำข้าวเป็นการซื้อข้าวมากกว่าการจำนำซึ่งจะต้องมีการฟื้นกลไกส่วนนี้ขึ้นมาใหม่เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งแก่เกษตรกร

“ในการประชุมฯ นบข.ได้มีการหารือกันเรื่องการแก้ปัญหาและสร้างความเข้มแข็งให้ข้าวอย่างยั่งยืน ซึ่งนายกฯต้องการให้มีการแก้ไขให้ครบวงจร ทั้งการลดพื้นที่เพาะปลูก รวมทั้งการส่งเสริมการทำนาแปลงใหญ่และให้โรงสีเข้ามาจับคู่กับเกษตรกร รวมทั้งต้องมีการปรับปรุงคุณภาพดินโดยการปลูกพืชแซมดิน เช่น พืชตระกูลถั่ว"

พาณิชย์เชื่อชาวนาพอใจมาตรการ

น.ส.วิบูลลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่ามาตรการช่วยเหลือผู้ปลูกข้าวเหนียว ขณะนี้กระทรวงพาณิชย์กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาอยู่ แต่ขณะนี้ราคาข้าวเหนียวค่อนข้างสูง โดย ณ วันที่ 4พ.ย. ราคาข้าวเปลือกเหนียว ความชื้น15%อยู่ที่ประมาณตันละ11,700 –14,000บาท

นางสาววิบูลย์ลักษณ์ กล่าวถึงตัวเลขวงเงินโครงการสินเชื่อฯว่าน่าจะอยู่ในระดับที่เกษตรกรพอใจแล้ว โดยมาตรการที่ออกมาอยากให้พูดถึงเรื่องรายได้ของเกษตรกรมากกว่าเรื่องราคาข้าวราคา เพราะมาตรการดังกล่าวมุ่งเน้นช่วยเหลือเรื่องรายได้ให้แก่เกษตรกรมากกว่า ราคาปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด ให้สามารถเดินหน้าได้

ชี้รัฐช่วยสร้างฐานราคาที่เป็นธรรม

นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า สำหรับมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่รัฐบาลออกมาล่าสุดนั้น พบว่าจะเป็นปัจจัยบวกส่วนหนึ่งที่ทำให้ราคาข้าวไทยในตลาดปรับตัวสูงขึ้น อีกทั้งยังเป็นมาตรการที่ให้ความเป็นธรรมกับเกษตรกรด้วยฐานราคาที่เหมาะสม

แต่ยอมรับว่ามาตรการเป็นเพียงการชะลอข้าวออกสู่ตลาด เพราะสถานการณ์ปัจจุบันที่เป็นอยู่เนื่องจากราคายังไม่คงที่ ดังนั้นเชื่อว่าหากราคาเริ่มมีเสถียรภาพแล้วลูกค้าจะเลือกซื้อผลผลิตจากไทยอย่างแน่นอนเพราะเป็นผลผลิตที่มีคุณภาพสูงกว่าเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งแต่ปัจจุบันราคาโค้ดขายไม่สูงมากจากคู่แข่ง

คาดลูกค้าสนใจซื้อข้าวไทย

ทั้งนี้ ราคาส่งออกข้าวขาว 5% ในตลาดโลก พบว่าราคาข้าวของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 360 ดอลลาร์ ขณะที่ข้าวขาวเวียดนามมีราคาอยู่ที่ 355 ดอลลาร์ และอินเดียอยู่ที่ 350 ดอลลาร์ ดังนั้นสถานการณ์ปัจจุบันจึงนับเป็นโอกาสที่ลูกค้าจะกลับมาซื้อผลผลิตขอบไทยมากขึ้น จากเดิมที่สัดส่วนการส่งออกของไทยลดลงเพราะมีปัจจัยเนื่องราคามาเกี่ยวข้อง เนื่องจากราคาส่งออกข้าวไทยจะมีราคาเฉลี่ยมากกว่าคู่แข่งอยู่ที่ราว 30 – 40 ดอลลาร์

นอกจากนี้ปัจจัยบวกที่เกิดขึ้นจึงคาดว่าปีหน้าไทยจะมีแนวโน้มกลับมาเป็นแชมป์ส่งออกข้าวในตลาดโลกด้วย

“จากที่เดินทางไปร่วมเจรจาธุรกิจกับทางมาเลเซีย และอินโดนีเซียมา ส่วนใหญ่แสดงความสนใจที่จะซื้อข้าวไทยเพิ่มเติมเยอะมาก เพราะปัจจุบันราคาส่งออกของไทยใกล้เคียงกับคู่แข่งแล้วแต่คุณภาพสูงกว่า ซึ่งผลบวกที่เห็นชัดในขณะนี้ก็พบว่าไทยกลับมาเป็นแชมป์ส่งออกข้าวในตลาดมาเลเซียแล้วหลังจากเคยเสียแชมป์ไป ขณะเดียวกันไทยยังมีสิทธิ์ลุ้นแชมป์ครองสัดส่วนตลาดส่งออกข้าวในปีหน้าด้วย เพราะออเดอร์สั่งซื้อที่จะเกิดขึ้นในปีนี้ก็จะมีการส่งมอบในอีก 2 – 3 เดือนข้างหน้า และทำให้ภาพรวมส่งออกในปีหน้าของไทยดีขึ้น”