วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

มายรัมแนะซีอีโอไทยเร่งเครื่อง‘ดิจิทัลทรานส์ฟอร์มเมชั่น’

‘มายรัม’เผยผลสำรวจ “กรุงเทพธุรกิจ 100 CEOs Survey” พบผู้ประกอบการปรับสู่ยุคดิจิทัลเต็มตัว ซีอีโอ100% เร่งใช้กลยุทธ์ดิจิทัลขับเคลื่อนองค์กร

นางสาวอุไรพร ชลสิริรุ่งสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์มเมชั่น บริษัท มายรัม (ประเทศไทย) จำกัด เครือข่ายดิจิทัลเอเยนซี่กลุ่ม WPP กล่าวถึงความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีดิจิทัลของคู่แข่ง และแรงผลักดันจากรัฐบาลส่งผลให้วิสัยทัศน์ซีอีโอเปลี่ยนแปลงสู่การสร้างสรรค์กลยุทธ์ดิจิทัลเข้ากับองค์กร พร้อมเร่งเครื่ององค์กรสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 ผ่านการสำรวจ “กรุงเทพธุรกิจ 100 CEOs Survey” ว่า “ความคิดเห็นของซีอีโอต่อการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ พบว่า ซีอีโอเกือบทุกอุตสาหกรรมเห็นความสำคัญและเห็นว่าธุรกิจต้องเร่งปรับตัวรับกระแสเศรษฐกิจดิจิทัลเมื่อเปรียบเทียบระดับการใช้งานดิจิทัลใน 100 องค์กรที่ตอบแบบสอบถาม

พบว่ามีสัดส่วน ดังนี้ “ดิจิทัล1.0”  มีการใช้อินเตอร์เน็ตและเว็บไซต์ทั่วไป 9.41% , “ดิจิทัล2.0” มีแพลตฟอร์มของการตลาดที่สื่อสารตรงกับผู้บริโภคได้ อาทิ โซเชียลมีเดีย ในวงกว้าง28.24% , “ดิจิทัล3.0”  มีระบบการสื่อสารแบบคลาวด์คอมพิวติ้ง สามารถเชื่อมการทำงานต่างแพลตฟอร์ม เกิดบริการ แอพพลิเคชั่น , Online Service , Omni channel , Mobile เป็นต้น 48.24% และ “ดิจิทัล4.0” เริ่มใช้กลยุทธ์ดิจิทัลทรานส์ฟอร์มเพื่อธุรกิจ ให้การสื่อสารและการทำงานเกิดขึ้นเองอัตโนมัติ ผ่านเทคโนโลยี Machine-2-Machine หรือ IoT14.12%

“ซีอีโอ” กว่า 65.88% เข้าใจและเร่งปรับตัวสู่ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นแล้ว 22.35% เริ่มเรียนรู้แต่ยังต้องศึกษาอยู่ ในขณะที่องค์กรใหญ่ๆ ในสัดส่วน 11.76% ระบุชัดว่าองค์กรของตนเข้าใจดีมากและก้าวเป็นผู้นำที่มีศักยภาพด้านการใช้กลยุทธ์ดิจิทัลในภาคธุรกิจของตัวเองสอดคล้องกับความเห็นต่อแนวโน้มทางธุรกิจในประเทศไทยที่ต้องปรับตัวรับกระแสเศรษฐกิจดิจิทัลที่สูงถึง 91.67% มากกว่าการปรับตัวสู่การค้า“เออีซี”ที่มีอันดับรองลงมาที่ 40.48% เกือบเท่าตัว

เมื่อถามถึงอิทธิพลของเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีผลต่อการดำเนินธุรกิจในระยะ 1-2 ปีนับจากนี้ การใช้งานประเภทโซเชียลมีเดียและแอพพลิเคชั่นยังคงได้รับความนิยมจากบรรดาซีอีโอไทย 39.29% ในขณะที่ อีคอมเมิร์ซ หรือ ออมนิ แชนแนล และระบบลูกค้าสัมพันธ์มีสัดส่วนตามมาที่ใกล้เคียงกัน คือ 26.19% และ 22.62% และกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ที่เป็นอุตสาหกรรมการผลิตสินค้าเริ่มมองหาเทคโนโลยีของระบบควบคุมการผลิตทางไกลผ่านอินเตอร์เน็ต (IoT in the operational process) 11.9%ซึ่งคาดว่าน่าจะมีอัตราเติบโตในส่วนนี้ได้อีก หากนวัตกรรมการผลิตและสินค้าของไทยพัฒนาตามตลาดโลกได้ทัน

 ทั้งนี้ แนะนำผู้ประกอบการในการนำองค์กรสู่ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นหลักการง่ายๆ เริ่มจากเข้าใจความสามารถและเป้าหมายในองค์กรแต่ละส่วน การเลือกใช้เครื่องมือจะมากน้อยขึ้นอยู่กับลักษณะธุรกิจ นโยบายและการวางกลยุทธ์ดิจิทัลแตกต่างกันตามตัวแปรที่มีผลต่อการดำเนินธุรกิจ โดยค่อยๆ ปรับกลยุทธ์ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นทีละส่วน ทั้งฝ่ายขาย ฝ่ายบริการลูกค้า ฝ่ายผลิต ฝ่ายการเงิน ฯลฯ จนครอบคลุมทั้งองค์กร นอกจากนี้ ยังขยายผลสู่ระบบงานร่วมกันกับคู่ค้าได้ด้วย เพื่อให้ทำงานประสานสอดคล้องกันและช่วยเหลือด้านองค์ความรู้และทรัพยากรส่วนกลางที่สามารถใช้ได้ร่วมกันได้นอกเหนือจากอีคอมเมิร์ซ ซึ่งสามารถต่อยอดได้อีกสู่การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมาบริหารร่วมกับระบบลูกค้าสัมพันธ์ CRM นั้น เป็นสิ่งที่จะช่วยพัฒนาการทำงานโดยเฉพาะการสนับสนุนงานขายให้องค์กรได้อีกมาก

“ดิจิทัลไม่ใช่เป็นส่วนที่แยกออกจากธุรกิจอีกต่อไป ปัจจุบันนี้ ไม่ว่าลูกค้าหรือคู่แข่งต่างก็ใช้สมาร์ทโฟนหรือดิจิทัลในมือสืบหาข้อมูลหรือซื้อขายได้ทันทีแล้ว ทำให้ขั้นตอนการซื้อขายและการดูแลลูกค้าผ่านออนไลน์เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้”

สิ่งที่ซีอีโอทั้งหลายควรเตรียมตัวและคาดการณ์ได้ก่อน คือ นวัตกรรมจากผู้เล่นหน้าใหม่ที่พร้อมเข้าแข่งขันในอุตสาหกรรมเดียวกับเราได้เสมอ จากนี้ไปอนาคตของการแข่งขันในตลาดทุกอุตสาหกรรม จำเป็นต้องพึ่งพานวัตกรรมให้เกิดขึ้นในองค์กร เนื่องจากผู้บริโภคในยุคดิจิทัลเป็นคนกำหนดความต้องการและเป็นผู้เลือกสินค้าและบริการเอง ธุรกิจจึงต้องปรับตัวจัดแผนรุกหรือตั้งรับให้ทัน ปัจจัยทั้งหลาย อาทิ วิสัยทัศน์ กลยุทธ์ดิจิทัล การลงทุน นวัตกรรม ทีมปฏิบัติงานและพันธมิตรคือ สิ่งสำคัญที่จะเร่งเครื่องให้ธุรกิจถึงเป้าหมายได้ในยุคไทยแลนด์ 4.0ปัจจัยที่จะดึงดูดลูกค้า คือ ความเร็ว ง่าย สะดวก มีบริการที่แตกต่าง จะสร้างผลลัพธ์ที่ผู้ประกอบการต้องการได้