สรุปสภาวะตลาดสหรัฐฯ และยุโรป (26 ต.ค. – 3 พ.ย. 2559)
สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นยุโรปและสหรัฐฯปรับตัวลง DJIA -1.32%, DAX -3.16%, CAC ฝรั่งเศส -2.64% และ FTSE -1.62% จากแรงกดดันในประเด็นเลือกตั้งประธานาธิบดีของประเทศสหรัฐฯ เมื่อ Poll แต่ละสำนักทะยอยปรับน้ำหนักคะแนน Trump สูงขึ้นไล่ตาม Clinton และแรงกดดันจากการปรับตัวลงของราคาน้ำมันดิบ NYMEX จึงเกิดแรงขายเพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุน
สรุปสภาวะตลาดหุ้นจีน (26 ต.ค. – 3 พ.ย. 2559)
ตลาดหุ้นจีนปรับตัวลดลง -0.44% จากแรงกดดันในประเด็นเลือกตั้งประธานาธิบดีของประเทศสหรัฐฯ เมื่อ Poll แต่ละสำนักทะยอยปรับน้ำหนักคะแนน Trump สูงขึ้นไล่ตาม Clinton และแรงกดดันจากการปรับตัวลงของราคาน้ำมันดิบ NYMEX แต่อย่างไรก็ตามดัชนีปรับตัวขึ้นเล็กน้อยในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาจาก ตัวเลข PMI ภาคการผลิตของจีนที่ออกมาดีกว่าคาด
สรุปความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมา (26ต.ค. – 3 พ.ย. 2559)
SET INDEX ปรับตัวขึ้น ณ ที่ระดับ 1498.65 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 6.53 จุด 0.44% ถึงแม้จะได้รับแรงกดดันในประเด็นเลือกตั้งประธานาธิบดีของประเทศสหรัฐฯ เมื่อ Poll แต่ละสำนักทะยอยปรับน้ำหนักคะแนน Trump สูงขึ้นไล่ตาม Clinton และแรงกดดันจากการปรับตัวลงของราคาน้ำมันดิบ NYMEX แต่ดัชนียังคงปรับตัวสูงขึ้นจากแรงหนุนของกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ภายหลัง ครม. อนุมัติโครงการรถไฟฟ้ารางคู่ 3 เส้นทางมูลค่ารวมสุทธิ 5.5 หมื่นล้านบาท
สำหรับทิศทางตลาดหุ้นไทยสัปดาห์หน้า (4 – 10 พ.ย.)
ปัจจัยเด่นสำหรับตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์หน้า รวมถึงตลาดหุ้นทั่วโลก คงหนีไม่พ้น ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ วันที่ 8 พ.ย. คาดว่าจะทราบผล Exit Poll กันในช่วงสายๆ ของวันที่ 9 พ.ย. ตามเวลาประเทศไทย แบ่งผลของการเลือกตั้งครั้งนี้ออกเป็น 2 ทางดังนี้
• หากนาง Clinton จากพรรค Democrat ครองเสียงข้างมาก เชื่อว่าสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก อย่างตลาดหุ้น / น้ำมันดิบ จะตอบรับในเชิงบวกทั้งสิ้น หลังปรับฐานและพักฐานลงนับตั้งแต่วันที่ 4 พ.ย. ที่ผ่านมา เพราะด้วยนโยบายที่ต่อเนื่องจากประธานาธิบดีโอบามา ทำให้เกิดการเปลี่ยนถ่ายที่เรียบรื่น
• แต่หากนาย Trump จากพรรค Republican ครองเสียงข้างมาก เราคาดว่า DJIA จะปรับฐานลงราว 5% +/- ส่วนตลาดหุ้นในเอเชียรวมถึงตลาดหุ้นไทยมีโอกาสปรับฐานราว 3%+/- ขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของแต่ละตลาด โดยแนวรับ SET INDEX บริเวณ 1,450 จุด เชื่อว่าจะทำงานได้ค่อนข้างดี แต่ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในกรณีใด กลยุทธ์การลงทุน เราแนะนำ “ทยอยสะสม” หุ้นไทย ทั้งนี้แบ่งแนวทางการเลือกลงทุนออกเป็น 2 กรณีเช่นกันดังนี้
• หากนาง Clinton จากพรรค Democrat ครองเสียงข้างมาก เราแนะนำให้กลับมา “เก็งกำไร” กลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มน้ำมัน เพราะเชื่อว่าราคาน้ำมันดิบจะฟื้นตัวเด่นสุดในบรรดาสินค้าโภคภัณฑ์
• แต่หากนาย Trump จากพรรค Republican ครองเสียงข้างมาก เราแนะนำให้ “ทยอยสะสม” หุ้นที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจภายในประเทศ (Domestic Play) และหลีกเลี่ยงกลุ่มน้ำมัน เพราะนโยบายการเปิดเสรีพลังงานของนาย Trump จะทำให้ความเสี่ยงของภาวะอุปทานส่วนเกินในน้ำมันจะเป็นตัวแปรกดดันการฟื้นตัวของราคาน้ำมันดิบในระยะกลางถึงยาว
ประเด็นสำคัญด้านเศรษฐกิจในสัปดาห์หน้า
1. ติดตามผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 พ.ย.
2. ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ การส่งออก – นำเข้าของจีน / ภาวะการจ้างงานของสหรัฐฯ / ดัชนีราคาผู้ผลิตของอียู









