หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ผ่านจุดสูงสุด และกำไรก่อนสำรองหนี้ฯฟื้นตัว
ประเด็นการลงทุน
เมื่อวานนี้เราได้เข้าร่วมประชุมนักวิเคราะห์ของ KBANK โดยมีผู้บริหารคือ คุณบัณฑูร ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และทีมนักลงทุนสัมพันธ์ โดยผู้บริหารได้กล่าวถึงแนวโน้มการดำเนินงานธนาคาร 2560 ซึ่งคาดว่าจะกลับมาสู่ภาวะการฟื้นตัวจากการเติบโตของการปล่อยสินเชื่ออย่างต่อเนื่องและแนวโน้มหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ที่ต่ำลงตั้งแต่ไตรมาส 3/59 อย่างไรก็ตามการสำรองค่าเผื่อหน้สูญฯ (credit cost) ที่ยังจะแตะจุดสูงสุดปี 2560 ซึ่งตรงกับการคาดการณ์ประมาณการปี 2559 และ 2560 ของเรา ทั้งนี้เรามองว่าการที่ภาวะเศรษฐกิจฟื้นในปี 2560 จะลดความเสี่ยงขาลงของคาดการณ์กำไรปี 2560 ของเรา ทั้งนี้เรายังคงคาดการณ์กำไรปี 2559 อยู่ที่ 4.2 หมื่นล้านบาท (เพิ่มขึ้น 6% YoY) และ 4.56 หมื่นล้านบาท ในปี 2560 (เพิ่มขึ้น 9% YoY) ปัจจุบันเรามองว่าคุณภาพสินทรัพย์ธนาคารที่ปรับตัวดีขึ้นรวมถึงแนวโน้มการฟื้นตัวของกำไรหลัก และมูลค่าหุ้นที่ต่ำโดย PBV ปี 2560 อยู่ที่ 1.1 เท่า (เทียบกับค่าเฉลี่ยที่ 1.6 เท่า) ทำให้เราคงคำแนะนำที่ “ซื้อ” สำหรับหุ้น KBANK
อัตราส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายผ่านจุดสูง = ความกังวลคุณภาพสินทรัพย์ลดลง
ทั้งนี้ผู้บิรหารได้กล่าวถึงสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ซึ่งแตะจุดสูงสุดในไตรมาส 3/59 และจะลดลงมาในไตรมาส 4/59 โดยมีการเคลื่อนไหวในกรอบที่ 3.3-3.4% หากแต่ต้นทุนสินเชื่อ (credit cost) มีแนวโน้มทำจุดสูงสุดที่ 200-225bps ในปี 2560 จากปี 2559 ที่กำหนดเป้าที่ 190 bps นอกจากนี้ผู้บริหาร KBANK หยุดโปรแกรมช่วยเหลือเงินจำนวน 1.7 แสนล้านบาท แก่ลูกค้าที่ขาดสภาพคล่อง (เหลือเพียง 2.2 หมื่นล้านบาทที่เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้) นั่นหมายความว่าสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ปี 2559 ยังคงมีโอกาสอย่างมากที่จะลดลงอยู่ภายใต้คำแนะนำของบริษัทที่ 3.3-3.4% ดังที่เคยกล่าว ทั้งนี้เราเชื่อว่า ดังนั้นตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สูญฯในปี 2560 จะเพิ่มมากขึ้นจากในปีนี้ เพื่อควบคุมอัตราส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อสินเชื่อให้อยู่ในกรอบที่ธนาคารวางไว้และรวมถึงการเพิ่มอัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญสะสมต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ที่มากถึง 130% จากปัจจุบันอยู่ที่ 127% ทั้งนี้เราคาดว่าเป้าต้นทุนสินเชื่อจะอยู่ที่ 190 bps ในปี 2559 และ 200 bps ในปี 2560 ซึ่งสอดคล้องกับคำแนะนำของทางธนาคาร
เป้าสินเชื่อ 2560 อยู่ที่ 4-6% และส่วนต่างดอกเบี้ยรับสุทธิปี 2560 อยู่ที่ 3.3-3.4%
เราเชื่อว่า KBANK จะทำยอดสินเชื่อเติบโตที่ 4-6% ปี 2560 ตามเป้าหมายได้ หลักๆมาจากสินเชื่อบรรษัทและสินเชื่อรายย่อย โดยธนาคารมีเป้าการเติบโตสินเชื่อปี 2559 ที่ 6-7% สำหรับการเติบโตของสินเชื่อนับตั้งแต่เดือน ม.ค- ก.ย. เติบโตที่ 3.8% YTD หนุนโดยสินเชื่อบรรษัทและสินเชื่อ SME ทั้งนี้ผู้บริหารคาดว่าเป้าหมายส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 3.3-3.4% ซึ่งเป็นไปได้จากการปล่อยสินเชื่อที่แข็งแกร่งในไตรมาส 4/59-ปี 2560 นอกจากนี้ธนาคารคาดว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะคงที่ที่ระดับ 1.5% ไม่เปลี่ยนแปลงจากปี 2559 จากการเติบโตของ GDP ที่3.3% ในปี 2560 ส่วนเราประเมินสินเชื่อปีนี้เติบโต 7% ด้วยสันนิษฐานส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 3.5% ซึ่งมากกว่าตัวเลขของธนาคาร โดยอ้างอิงจากสสมติฐานการเติบโตของ GDP ปี 2560 ที่ 3.5%
การควบคุมค่าใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพเป็นปัจจัยหลักในการเพิ่มกำไร
เราเชื่อว่า KBANK ใช้กลยุทธิ์ควบคุมค่าใช้จ่ายเพื่อรับมือกับภาวะเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวค่อยเป็นค่อยไป และแนวโน้มสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ที่ลดลง ทางธนาคารคงเป้าหมายการเติบโตของรายได้ที่ไม่ใช้ดอกเบี้ยเพียงแค่ 5 % จากเดิม 10% ในปี 2559 (ใกล้เคียงกับประมาณการของเรา) พร้อมกับการตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น นอกจากนี้ทางธนาคารยังมีแผนการที่จะขยายสาขาธุรกิจยัง AEC+3 และจัดสร้าง Finech (Financial Technology) ของธนาคารขึ้นมาเอง (มีชื่อว่า KBTG) เพื่อรองรับกระแสการให้บริการการเงินผ่านระบบดิจิตอล/ออนไลน์แบงค์กิ้งทั้งในและต่างประเทศ โดยการให้บริการเหล่านี้จะรวมถึง FDI, การปล่อยสินเชื่อ และการซื้อขาย/การลงทุนข้ามประเทศ
ทั้งนี KBANK ยังตั้งอัตราส่วนต้นทุนต่อรายรับอยู่ประมาณ 45 % ในปี 2559และ 2560 โดยการลดค่าใช้จ่ายการขยายสาขาและรายจ่ายไม่จำเป็น และการใช้เครือข่ายเพื่อเพิ่มขึ้นเพื่อเพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ยได้ ทั้งนี้เรายังเชื่ออีกว่าอัตราส่วนต้นทุนต่อรายรับน่าจะอยู่ประมาณ 45% ในปี 2559และ 44% ในปี 2560 โดยอัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ตั้งแต่เดือน ม.ค-ก.ย. อยู่ที่ 41% หากธนาคารสามารถทำอัตราดังกล่าวที่ต่ำกว่าประมาณการเราจะส่งผลให้เกิดแนวโน้มการอัพไซด์ที่เพิ่มขึ้นต่อประมาณการกำไรของเรา








