คมคิด“วินเซนต์ โล” SME ต้องก้าวนำโลกอย่างน้อย 1 ก้าว!

คมคิด“วินเซนต์ โล” SME ต้องก้าวนำโลกอย่างน้อย 1 ก้าว!

“วินเซนต์ โล” นักธุรกิจชาวฮ่องกง มาชวนเอสเอ็มอีไทยให้รู้จักฮ่องกงในมุมใหม่ พร้อมเปลี่ยนเกมรบสู่ชัยชนะด้วยสูตร “ก้าวนำโลกอย่างน้อย 1 ก้าว"

ห้องประชุมขนาดเล็ก ในงานสัมมนา In Style • Hong Kong โดย องค์การสภาพัฒนาการค้าฮ่องกง (HKTDC) ที่จัดไปเมื่อเดือนก่อน ถูกจัดเป็นพื้นที่พูดคุยบอกเล่าเรื่องราว ของ “วินเซนต์ โล” (Mr. Vincent H S Lo) ประธานองค์การสภาพัฒนาการค้าฮ่องกง (HKTDC)

หมวกอีกใบของเขา คือการเป็นผู้ก่อตั้งและประธานของ Shui On Group ธุรกิจด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ การก่อสร้าง และอุปกรณ์ก่อสร้าง ทั้งใน จีน และ ฮ่องกง เป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ การันตีด้วยรางวัล “นักธุรกิจแห่งปี” จากหลายเวที ทั้ง “Businessman of the Year”, “Director of the Year” แม้แต่ “Entrepreneur of the Year” ก็คว้ามาหมดแล้ว

วันที่มาเยือนประเทศไทย พันธกิจหลักของแม่ทัพ HKTDC คือ นำเสนองานบริการระดับโลกของฮ่องกงสู่ผู้ประกอบการไทย พร้อมหารือถึงประเด็นความร่วมมือระหว่างไทยและฮ่องกง ในการส่งเสริมการทำธุรกิจ และใช้ประโยชน์จากฮ่องกง อาทิ บริการด้านกฎหมาย เทคโนโลยี โลจิสติกส์ และครีเอทีฟ เพื่อขยายธุรกิจของผู้ประกอบการไทยไปยังตลาดใหม่ๆ ตามยุทธศาสตร์ทางการค้าบนเส้นทางสายไหม One Belt and One Road” การเชื่อมโยงการค้าใหม่ของจีน ที่จะบูรณาการจีนเข้ากับภูมิภาคต่างๆ โดยเฉพาะอาเซียน และไทย

One Belt and One Road มีความสำคัญต่อโลกในศตวรรษที่ 21 เป็นตัวเปลี่ยนเกม (Game changer) ของเอสเอ็มอีเลยก็ว่าได้ เพราะนี่เป็นนโยบายที่กระทบกับทั้งโลก และจะเปลี่ยนเศรษฐกิจโลกไปด้วย”

เขาบอกความสำคัญ ของแผนรบบทใหม่สายพันธุ์มังกร ในการกระจายเงินจากประเทศจีนไปสู่ภูมิภาคต่างๆ โดยคาดว่า จะมีประเทศที่มีส่วนร่วมมากถึง 65 ประเทศ ครอบคลุมประชากรถึง 4 พันล้านคน หรือคิดเป็น 61% ของประชากรโลก และเป็นถึง 30% ของจีดีพีเศรษฐกิจโลก

“เราหวังว่าฮ่องกง จะเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างและประสานให้เกิดการค้าขายและลงทุนระหว่างกัน ช่วยสนับสนุนเอสเอ็มอีและธุรกิจต่างๆ ได้ ภายใต้โครงการนี้ ซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่าการลงทุนในกลุ่มเอสเอ็มอีในช่วง 10 ปี ข้างหน้า สูงถึง  8 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ”

เขาบอกอานิสงห์จาก One Belt and One Road ที่เอสเอ็มอีไทยไม่ควรมองข้าม ด้วยศักยภาพของไทยที่หลายประเทศให้ความสำคัญ รวมถึง ฮ่องกง ที่มองว่า ไทยใหญ่เป็นอันดับ 2 ของอาเซียน ในปี 2015 ไทยเป็นตลาดส่งออกขนาดใหญ่เป็นลำดับ 3 ของฮ่องกง สำหรับกลุ่มประเทศอาเซียน หรือคิดเป็นร้อยละ 18.1 ของยอดขายรวมทั้งหมด 6,290 ล้านเหรียญสหรัฐ ไทยเป็นศูนย์กลางด้านลอจิสติกส์สำหรับองค์กรข้ามชาติที่มีฐานการผลิตและเครือข่ายการจำหน่ายในกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง และยังมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานอย่างดี ทั้งยังมีนโยบายด้านการส่งเสริมการลงทุนด้วยการมอบสิทธิพิเศษด้านภาษีและมาตรการคุ้มครองนักลงทุนด้วย

“การลงทุนในเมืองไทยสามารถสร้างผลตอบแทนที่เพียงพอในเรื่องของการลงทุน ซึ่งฮ่องกงจะช่วยเป็นคนกลางในการพูดคุยกับนักลงทุน เพื่อดึงการลงทุนเข้ามาในประเทศไทย ซึ่งในอนาคตอันใกล้เราหวังว่า จะสามารถนำผู้ประกอบการภาคการผลิตจากจีนเข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มมากขึ้น” เขาบอก

แม้ในความร่วมมือ เอสเอ็มอีอาจจะไม่ได้เป็นผู้นำในโครงการโดยตรง เช่น โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ แต่แน่นอนว่าธุรกิจเล็กๆ อย่าง เอสเอ็มอี ก็จะได้ประโยชน์ในฐานะเป็น “ผู้รับช่วงต่อ” (Sub-contractor) หรือแม้แต่บริษัทออกแบบต่างๆ ก็จะได้ประโยชน์ในห่วงโซ่ความร่วมมือที่เกิดขึ้น

One Belt and One Road เป็นเสียงสะท้อนจากประเทศจีนบอกกับเอสเอ็มอีว่า จีนไม่ได้แค่ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติเข้าไปในประเทศเท่านั้น แต่ยังพร้อมออกมาลงทุนภายนอกด้วย

“โอกาสการลงทุนของเอสเอ็มอีไทยในจีนมี แต่ว่าค่อนข้างแคบ เพราะวันนี้จีนพัฒนาไปเยอะมาก การจะเข้าไปแข่งกับตลาดจีน จะต้องมีความสามารถในการแข่งขันที่สูงจริงๆ ประเทศจีนไม่มีพื้นที่ให้เราเข้าไปลงทุน ฉะนั้นในทางกลับกัน ทำอย่างไรที่เราจะพัฒนา ปรับปรุง ปฏิรูปอุตสาหกรรมของเราในไทยให้ดีขึ้น แล้วดึงการลงทุนจากจีนเข้ามาแทน”

เขาว่า กระแสโลกาภิวัตน์ ทำให้ทุกวันนี้การแข่งขันสูงมากขึ้น ถ้าเอสเอ็มอีไม่เจ๋งจริง ก็อยู่ไม่ได้ ดังนั้นผู้ประกอบการจะต้องประเมินตัวเองได้ว่า เรามีความเชี่ยวชาญทางด้านไหน มีความสามารถในการแข่งขันเรื่องอะไร แล้วใช้ความเก่งที่มีรับมือกับตลาด ส่วนการจะออกไปโตนอกบ้าน ต้องยอมรับว่าเอสเอ็มอียังมีข้อจำกัดทั้งเรื่องความเชี่ยวชาญและทรัพยากร ดังนั้นถ้าจะออกไปเองก็ควรออกไปพร้อมกับบริษัทใหญ่ หรือใช้ช่องทางอีคอมเมิร์สเปิดตลาดโลก ขณะที่การลงทุนในต่างประเทศ ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนระยะยาว ฉะนั้นต้องมั่นใจว่า มีกระแสเงินสดเพียงพอ เพราะว่าผลตอบแทนอาจไม่ได้กลับมารวดเร็ว ผู้ประการเอสเอ็มอีที่สายป่านสั้น อาจหมดแรงสู้ไปก่อนได้

“ในส่วนของความท้าทายที่ไทยยังต้องเผชิญ หากต้องการเข้าไปทำธุรกิจในฮ่องกง หรือจีน อย่าง ฮ่องกง ไม่ใช่ตลาดใหญ่ และมีการแข่งขันที่สูงมาก เพราะฉะนั้นการเข้าไปไม่ได้ง่าย จีนเองก็เป็นตลาดที่ท้าทาย เอสเอ็มอีจึงต้องเลือกว่า ตลาดไหนที่เหมาะกับตัวเอง ต้องศึกษา ทำความเข้าใจกับตลาดนั้น และต้องมีทีมที่ดีอยู่ที่นั่นด้วย” เขาบอกโจทย์

ในฐานะหนึ่งในนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ สามารถเป็นต้นแบบให้กับเอสเอ็มอีหลายราย “วินเซนต์ โล” ฝากข้อแนะนำถึงเอสเอ็มอีไทยว่า

“คุณต้องมองไปข้างหน้าอยู่เสมอ เพราะโลกปัจจุบันกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ฉะนั้นเราต้องก้าวให้ไวกว่าโลกอย่างน้อย 1 ก้าว ต้องมีความกล้า และมีกึ๋น ทำงานหนัก ทุกวันนี้ผมเองยังทำงานมากกว่าวันละ 10 ชม. และเมื่อโอกาสมาถึงหน้าบ้าน ต้องคว้าเอาไว้” เขาบอกปิดท้าย

เพื่อเป็นเอสเอ็มอีพันธุ์แกร่ง ที่จะไม่ยอมตกขบวนทุกปรากฏการณ์บนโลก

........................................

Key to success

สูตรรบเอสเอ็มอี ฉบับ วินเซนต์ โล

๐ ต้องก้าวนำโลกอย่างน้อยหนึ่งก้าว

๐ รู้เท่าทันโลกที่แปรเปลี่ยน

๐ มีความเชี่ยวชาญ รู้ศักยภาพตัวเอง

๐ สายป่านยาว เข้าใจอีคอมเมิร์ส

๐ มีความกล้า และมีกึ๋น

๐ อดทน ทำงานหนัก

๐ เห็นโอกาสต้องรีบคว้าไว้

........................