‘ซีอีโอ’โค้ชเอสเอ็มอี ชกอย่างไรให้ชนะ

 ‘ซีอีโอ’โค้ชเอสเอ็มอี  ชกอย่างไรให้ชนะ

เปิดสูตรโค้ชชิ่ง‘ซีอีโอรุ่นใหญ่’ปล่อยวิชาสู่’น้องเล็ก(เอสเอ็มอี)’ ฝึกปรือท่าไม้ตาย กระโจนออกจาก ‘คอมฟอร์ทโซน’ สู่บริบทใหม่ธุรกิจอย่างผู้ชนะ

แค่ธุรกิจอยู่นิ่ง เท่ากับถอยหลัง เตรียมถูกเบียดตกตลาด นี่คือสมรภูมิโหดร้ายที่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) กำลังเผชิญ ไม่เฉพาะการต่อกรกับคู่แข่งรุ่นเดียวกัน บางครั้งยังต้องชกข้ามรุน พี่เลี้ยง(โค้ช)ธุรกิจ จึงถือเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการให้คำปรึกษา ชกอย่างไรให้ชนะ

ศูนย์เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันทางธุรกิจ (CBCE-Center for Building Competitive Enterprises) จัดตั้งโดยสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย เป็นหนึ่งในองค์กรที่ตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่ให้คำปรึกษาทางธุรกิจแก่เอสเอ็มอี แบบพี่แบบน้อง โดยให้สมาชิกที่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ นำความรู้ทางธุรกิจ มาถ่ายทอดให้กับเอสเอ็มอี เติบใหญ่อย่างแข็งแกร่ง  

สำทับด้วยคำกล่าวของ ชนินท์ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ในฐานะประธานกรรมการศูนย์เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันทางธุรกิจ ที่ระบุถึงแนวคิดการจัดตั้งศูนย์ดังกล่าว ว่า เพื่อต้องการให้เป็นแหล่งบ่มเพาะถ่ายทอดประสบการณ์ รวบรวมกูรู (ซีอีโอ) ผู้มากประสบการณ์จากธุรกิจขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์มารวมพลังให้คำปรึกษาภายใต้หลักสูตร CBCE แบบประกบซีอีโอ  2-3 คนต่อหนึ่งเอสเอ็มอี 

โดยกูรูแต่ละท่าน คือผู้มากด้วยประสบการณ์ธุรกิจ อาทิ ดร.กุลภัทรา  สิโรดม กรรมการอิสระและกรรมการตรวจสอบ บมจ.ธนาคารไทยพาณิชย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางระบบการเงิน และบริหารความเสี่ยงด้านการลงทุน

สุรงค์ บูลกุล นายกสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ไทยออยล์ และบุญชัย ปัณฑุรอัมพร กรรมการผู้จัดการ บมจ.ซาบีน่า มือการตลาดผู้ปลุกปั้นแบรนด์ชุดชั้นใน เป็นต้น โดยเมื่อปีที่ผ่านมา (2558) ถือเป็นปีแรกของการเปิดหลักสูตร ซึ่งมีเอสเอ็มอีเข้ามาขอคำปรึกษาแล้วรวม14 บริษัทแล้ว

“สิ่งแรกของการให้คำปรึกษา คือการค้นหาลักษณะเด่นและด้อยขององค์กร ก่อนเติมเต็มส่วนขาด เช่น บางบริษัทขาดเรื่องคน บางบริษัทขาดเรื่องระบบการเงิน บัญชี เหล่ากูรูก็จะเข้าไปแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด ออกแบบพัฒนาอาวุธให้เอสเอ็มอีเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน"

ขณะที่ ดร.ชเนศวร์  แสงอารยะกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ไพลอน ผู้ดำเนินธุรกิจเสาเข็ม รับเหมา วางระบบ เล่าถึงบรรยากาศของการไปพบกับเอสเอ็มอี 2-3 ครั้งว่า กูรูต้องเข้าใจธรรมชาติของเอสเอ็มอีแต่ละราย ด้วยการเข้าชมโรงงาน และฟังแผนธุรกิจ จากนั้นจึงรวบรวม และปลดล็อกปัญหาเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง  

“ผู้เข้ามาขอคำปรึกษาถือว่าเก่งในสนามธุรกิจของเขามาระดับหนึ่ง บางเรื่องเขาอาจมองข้ามไม่คิดว่าเป็นปัญหา แต่พอเราไปฟังก็มองออกว่า เป็นปัญหาเพราะเราเคยผ่านประสบการณ์มาก่อนช่วยชี้เป้าหมาย ความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต เมื่อสภาพตลาดเปลี่ยน ผู้บริหารจะนั่งเสวยสุขกับทำธุรกิจในแบบเดิมๆ ในComfort Zone (มุมสบาย) ต่อไปอีกไม่ได้"

อย่างไรก็ตาม ที่ปรึกษาก็ไม่ใช่ว่าจะเก่งไปหมดทุกเรื่อง แต่เก่งในทางของตัวเอง ดังนั้นหลักสูตรนี้จึงเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางธุรกิจ

“นักเรียนบางคนเก่งกว่าที่ปรึกษา บางเรื่องที่ปรึกษาก็ผ่านมาก่อน ก็เป็นการแบ่งปัน พูดคุยกัน"

เช่น 2 กรณีศึกษาของเอสเอ็มอี ที่รายหนึ่งคือ บริษัทไวส์ โลจิสติกส์ เพิ่งเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อกลางปีที่ผ่านมา ขณะที่อีกราย คือ บริษัท สมาร์ท ไอดี กรุ๊ป กำลังแต่งตัวเข้าตลาดหลักทรัพย์  

พิชเยนทร์ หงษ์ภักดี กรรมการผู้จัดการ และประธานกรรมการบริหาร บริษัท สมาร์ท ไอดี กรุ๊ป จำกัด ผู้พัฒนาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิสก์ด้วยแบรนด์ตัวเอง คาดหวังว่า หลักสูตรนี้เป็นเหมือน“ทางลัด”ให้บริษัทของเขาเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ง่ายขึ้น  จากวันแรกจนถึงปัจจุบันผ่านไป 8-9 เดือน พบกับที่ปรึกษา 3-4 ครั้ง คือ สรรค์ชัย เตียวประเสริฐกุล ที่ปรึกษาบมจ. เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ ซึ่งเขานิยามที่ปรึกษาว่าเป็น "แมกไกเวอร์” (ยอดคนสมองเพชร) ผู้ชำนาญด้านกลยุทธ์และวางแผนการตลาด ขณะที่ที่ปรึกษาอีกรายคือ ยุทธ วรฉัตรธาร ประธานกรรมการ บมจ. หลักทรัพย์เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย)

โดยที่ปรึกษา แนะนำกลยุทธ์จนสามารถปิดดีลร่วมทุน กับ  Ting shin. หนึ่งในธุรกิจยักษ์ของไต้หวัน

"เคยอบรมมาหลายหลักสูตร แต่คอร์สนี้น่าสนใจตรงที่มีกุณมาให้คำแนะนำแบบตัวต่อตัว เราต้องการผลลัพธ์ที่ตรงจุดไม่ต้องการอารัมภบทภาพสวย เพราะเรากำลังเข้าตลาดฯภาพสวยและแค่สตอรี่ไม่พอ ก็จะเลือดโชกได้เหมือนกัน”

สำหรับเขาผู้ที่ยังเป็นเอสเอ็มอีที่แข็งแกร่ง ต้องเตรียมตัวให้พร้อมเสมอจาก เปรียบเหมือนนักกีฬาเก่งในสนามต่างจังหวัด แต่ต้องเตรียมตัวไปโอลิมปิค ก็ต้องมุ่งมั่น ต้องมีวินัย มีระบบหลังบ้านที่ดี ที่สำคัญต้องไม่แห่แหนทำธุรกิจตามกัน 

ซึ่งเขามองว่า จุดนี้เองที่ทำให้ธุรกิจไทยมีพื้นฐานที่ไม่แข็งแกร่งเท่า สิงคโปร์ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ 

“หากทำตามกระแสตัดสินใจตามคนอื่น รีเทิร์นอย่างมาก็เพียง 1 เท่าตัว (1X) แต่หากคิดต่างไม่เหมือนใคร ถ้าถูกต้องผลตอบแทนมากเป็น 10 เท่า (10 X)”

  ขณะที่อีกหนึ่งเอสเอ็มอีในหลักสูตรนี้ อารยา คงสุนทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ไวส์ โลจิสติกส์ ผู้ให้บริการโลจิสติกส์นำเข้าส่งออกและพิธีศุลกากรระหว่างประเทศ รวมถึงให้บริการขนส่งสินค้าจากต้นทางถึงปลายทาง เล่าว่า หลังจากเข้าตลาดหลักทรัพย์ในช่วงเดือนก.ค.ปี 2558 คาดหวังจะพัฒนาธุรกิจให้มีรากฐานแข็งแกร่ง เพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจอย่างเป็นระบบและยั่งยืน จึงต้องการให้กูรูมาให้คำปรึกษาการวางระบบหลังบ้าน การสร้างวัฒนธรรมองค์กร พัฒนาทรัพยากรบุคล และกลยุทธ์ธุรกิจ

โดยที่ปรึกษาช่วยไปวิเคราะห์การตัดสินใจ  วางกลยุทธ์การซื้อกิจการ( Acquisitions) โลจิสติกส์ในสิงคโปร์“ซัน เอ็กเพรส โลจิสติกส์” ซึ่งบริษัทได้เข้าไปซื้อหุ้น สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ขององค์กรที่ต้องการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันต่อกรกับโลจิสติกส์ต่างชาติที่อยู่ในตลาดมากถึง 80-90% จึงต้องขยายซัพพลายเชนให้ครบวงจร โดยมีเครือข่ายกิจการในสิงคโปร์ปูทางไปสู่อาเซียน 

“การทำเครือข่ายซัพพลายเชนสำคัญมากสำหรับธุรกิจโลจิสติกส์ หากเราอยู่ตรงกลางและเล็กๆ เราจะถูกบีบ จนเป็นแค่ส่วนหนึ่งของเขา ดังนั้นวิธีการพัฒนาธุรกิจคือการขยายซัพพลายเชนไปสู่เครือข่ายการค้าระหว่างประเทศครบวงจร” อารยา วิเคราะห์โครงสร้างธุรกิจตัวเอง

นอกจากนี้ สิ่งที่ที่ปรึกษามาเติมเต็มคือ การพัฒนาคน และวัฒนธรรมองค์กร ซึ่งเป็นสิ่งที่บริษัทไม่เคยคิดถึงมาก่อน แต่เมื่อได้คุยกับที่ปรึกษา จึงพบว่า แผนการวางคนหากเริ่มวันนี้จะเห็นผลในอีก 5 ปีจากนี้จะทำให้คนรักในการทำงาน (People Passion)  

"การวางคนต้องทำแผน5 ปี ไม่ใช่อดีตเราคิดแต่การได้คนเร็วๆ แต่พบว่าคนอยู่กับบริษัทเพียงปีเดียว คำตอบที่ยั่งยืนอยู่ที่สร้างคน วัฒนธรรมองค์กร เพื่อส่งให้คนท้องถิ่นไปเติบโตในต่างประเทศ" อีกคำแนะนำสำคัญที่ปรึกษาให้ไว้คือ การต่อยอดธุรกิจทุกครั้ง “เอสเอ็มอี ต้องมีท่าไม้ตาย” นั่นทำให้เอสเอ็มอี แต่ละคนที่เติบโตมาในแบบฉบับของตัวเอง 

รู้ขุมพลังและศักยภาพของตัวเอง