โอกาสท่ามกลางความกังวล
ประเด็นการลงทุน
ดูเหมือนว่าตลาดมีความกังวลเกี่ยวกับผลประกอบการในระยะสั้นถึงกลางของ SCC ระหว่างการประชุมนักวิเคราะห์เมื่อวานนี้ โดยกำไรไตรมาส 4/59 น่าจะอ่อนตัวลงมากจากการปิดซ่อมบำรุงโรงงาน ROC และค่าเสื่อมราคาที่สูงขึ้นหลังโรงงานซิเมนต์แห่งใหม่ในประเทศเมียนมาร์เริ่มเดินเครื่อง ส่วนในระยะกลาง ธุรกิจปิโตรเคมีเหมือนจะทำจุดสูงสุดไปแล้ว ในขณะที่เราอาจไม่เห็นการเติบโตของกำไรธุรกิจซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้างจนกระทั่งช่วงครึ่งหลังของปี 2560 ทั้งนี้ เราปรับลดประมาณการกำไรปี 2560 ลง 2% และปรับลดราคาเป้าหมายสิ้นปี 2560 มาอยู่ที่ 620 บาท จากเดิม 640 บาท เพื่อสะท้อนแนวโน้มธุรกิจซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้างที่อ่อนตัวลงกว่าคาด แต่อย่างไรก็ตามในแง่การลงทุนเราอาจมองต่างกับตลาดและเชื่อว่าหากราคาหุ้นปรับลดลงจากความกังวลดังกล่าว จะถือเป็นโอกาสดีที่จะเข้าสะสมหุ้น เนื่องจากราคาซื้อขายปัจจุบันที่ PER ปี 2560 ที่ 10.7 เท่า และมีอัตราตอบแทนเงินปันผลปี 2560 ที่ 4% น่าสนใจมาก
กำไรหลักไตรมาส 3/59 ต่ำกว่าที่เราและตลาดคาด
SCC รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 3/59 ที่ 1.41 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 57% YoY แต่ลดลง 12% QoQ หากไม่รวมรายการพิเศษ กำไรหลักจะอยู่ที่ 1.19 หมื่นล้านบาท ลดลง 6% YoY และ 27% QoQ ซึ่งต่ำกว่าที่เราและตลาดคาด 14% และ 10% ตามลำดับ เนื่องจากกำไรจากธุรกิจปิโตรเคมีและธุรกิจซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้างอ่อนตัวลงกว่าที่คาดการณ์ โดยกำไรสุทธิจากธุรกิจปิโตรเคมีสูงกว่าที่เราคาด 2% แต่หากไม่รวมสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชีที่ 1.8 พันล้านบาทและการขาดทุนจากสินค้าคงคลัง กำไรหลักจะต่ำกว่าที่เราคาด 12% เนื่องจากมีเหตุไฟฟ้าขัดข้องซึ่งส่งผลให้มีการหยุดการผลิตและมีความเสียหายตามมา นอกจากนี้ในส่วนของธุรกิจซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างนั้น ผลประกอบการของธุรกิจในประเทศที่ไม่ดีนักเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้กำไรของสายธุรกิจนี้ต่ำกว่าประมาณการของเราอยู่ 19% ทั้งนี้อุปสงค์ซิเมนต์ลดลง 5% YoY ในขณะที่ราคาซิเมนต์ลดลง 8% YoY
กำไรธุรกิจปิโตรเคมีจะโตต่อหรือไม่
ตลาดมองว่าธุรกิจปิโตรเคมีจะไม่ได้เป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตอีก เนื่องจากส่วนต่างราคา PE จะทำจุดสูงสุดไปแล้ว โอกาสที่ส่วนต่างที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นได้อีกน่าจะจำกัดเนื่องจากแนวโน้มการเติบโตของอุปสงค์และอุปทานสมดุลกัน อย่างไรก็ตาม เราเชื่อว่าตัวขับเคลื่อนแรก (สายผลิตภัณฑ์ PE) จะยังคงมีผลประกอบการที่แข็งแกร่งในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า ในขณะที่ตัวขับเคลื่อนที่สอง (สายผลิตภัณฑ์ PP) กำลังจะเป็นตัวผลักดันกำไรให้เติบโตจากนี้ไป โดยประเทศจีนมีแนวโน้มที่จะห้ามไม่ให้โรงงานปิโตรเคมีที่ปล่อยมลภาวะสูงเำเนินการผลิต ซึ่งอาจส่งผลให้อุปทาน PP ปรับตัวลดลง และทำให้ส่วนต่างราคา PP ขยายตัวมากขึ้น ทั้งนี้ก่อนที่อุปทาน PP เข้ามามากในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ส่วนต่างราคา PP สูงกว่าส่วนต่างราคา PE อยู่ที่ 50-100 เหรียญสหรัฐต่อตัน แต่ปัจจุบันส่วนต่างราคา PP ต่ำกว่าราคาส่วนต่าง PE 50-100 เหรียญสหรัฐต่อตัน
ธุรกิจซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้างยังคงอ่อนตัวจนถึงช่วงครึ่งแรกของปี 2560
แนวโน้มธุรกิจซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้างอ่อนตัวกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้านี้ โดยความต้องการใช้ปูนซีเมนต์ในประเทศมีแนวโน้มลดลงที่ไปจนถึงไตรมาส 1/60 อุปสงค์จากลุ่มที่อยู่อาศัยและพาณิชย์ยังคงลดลงในไตรมาส 3/59 ในขณะที่การใช้ซีเมนต์ของภาครัฐก็ลดการขยายตัวจาก 15% ในครึ่งปีแรก ลงมาอยู่ที่ 1% ในไตรมาส 3/59 เนื่องจากโครงการขนาดเล็กแล้วเสร็จแต่โครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ยังไม่เริ่มดำเนินการ จากกำหนดการการประมูลโครงการต่างๆ เราไม่คาดว่าจะเห็นอุปสงค์จากภาครัฐเติบโตจนกว่าจะถึงช่วงครึ่งหลังของปี 2560 ในขณะเดียวกันค่าเสื่อมราคาที่สูงขึ้นจากการเริ่มดำเนินการโรงงานซิเมนต์แห่งใหม่ในประเทศเมียนมาร์ในไตรมาส4/59 และประเทศลาวในไตรมาส1/60 จะยังคงกระทบต่อกำไรในธุรกิจซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้างจนถึงช่วงครึ่งแรกของปีหน้า









