วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘พลังงานทดแทน’เร่งปรับองค์กร

"ชัยวัฒนา" ส่งบ.ย่อย ลงทุนธุรกิจรับเหมาก่อสร้างโรงไฟฟ้า มูลค่า 105 ล้าน ขณะที่ ‘ทีพีซีเอช รวบหุ้น "สยาม พาวเวอร์" แตะ50%

บริษัท ชัยวัฒนา แทนเนอรี่ กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) CWT ผู้ผลิตและผู้ส่งออกหนัง แจ้งตลาดหลักทรัพย์ว่า บริษัท ชัยวัฒนา กรีน เพาเวอร์(CWTG) ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ได้ซื้อหุ้น 5% มูลค่า 105 ล้านบาท ในบริษัท แอดวานซ์ เพาเวอร์ คอนเวอร์ชัน จำกัด (APCON) ซึ่งเป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้างโรงไฟฟ้า คาดจะเข้าลงทุนใน APCON ภายในต.ค.นี้ ปัจจุบันบริษัทมีงานก่อสร้างโรงไฟฟ้าจากขยะในจ.สมุทรปราการ ที่คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณเดือนธ.ค.2559 โดย CWTG ต้องการพันธมิตรที่ชำนาญด้านการสร้างโรงไฟฟ้า

อีกทั้ง CWTG ยังซื้อหุ้น 60.10% ในบริษัท แอพคอน รีนิวเอเบิล เอ็นเนอร์ยี(ARE) มูลค่าราว 6 แสนบาท โดย ARE เป็นบริษัทย่อยของ APCON ซึ่งทำธุรกิจเกียวกับการผลิตและซื้อขายทรัพย์สินโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดทับสะแก

ขณะที่ บริษัท ทีพีซี เพาเวอร์ โฮลดิ้ง จำกัด(มหาชน) TPCH แจ้งว่า คณะกรรมการบริษัทอนุมัติการเข้าซื้อหุ้นของบริษัท สยาม พาวเวอร์ จำกัด จำนวน 2 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท คิดเป็น 5% ของทุนจดทะเบียนของบริษัท สยาม พาวเวอร์ จำกัด จากนายไชยณรงค์ จันทร์พลังศรี นางกนกทิพย์ จันทร์พลังศรี และนายเชิดศักดิ์ วัฒนวิจิตรกุล ซึ่งเป็นกรรมการและผู้บริหารของบริษัท ภายหลังการซื้อหุ้นดังกล่าวบริษัทจะถือหุ้นในบริษัท สยาม พาวเวอร์ จำกัด จำนวน 20 ล้านหุ้น คิดเป็น 50%

ในการซื้อหุ้นเพิ่มเติมในครั้งนี้ บริษัทจะต้องชำระค่าหุ้นให้กับผู้ขายทั้ง 3 ราย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 8.75 ล้านบาท ซึ่งราคาซื้อขายดังกล่าวเป็นจานวนเงินเท่ากับมูลค่าเงินลงทุนที่นายไชยณรงค์ จันทร์พลังศรี นางกนกทิพย์ จันทร์พลังศรี และนายเชิดศักดิ์ วัฒนวิจิตรกุล ได้ชำระเมื่อครั้งเข้าลงทุนในบริษัท สยาม พาวเวอร์ จำกัด โดยบริษัทไม่มีการจ่ายเงินส่วนเพิ่ม (premium) แก่ผู้ขายทั้งสามแต่อย่างใด

ทั้งนี้ ภายหลังการเข้าซื้อหุ้นเพิ่มเติมในบริษัท สยาม พาวเวอร์ จำกัด บริษัทมีหน้าที่จะต้องชำระค่าหุ้นส่วนที่บริษัท สยาม พาวเวอร์ จำกัด ยังไม่ได้เรียกชำระสำหรับหุ้นจำนวน 500,000 หุ้นอีกจำนวน 8.25 ล้านบาท โดยจะชำระตามความจำเป็นในการใช้เงินของบริษัท สยาม พาวเวอร์ จำกัด เพื่อใช้ในการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานขยะภายในปี 2560 และค่าหุ้นจำนวน 1.50 ล้านหุ้น ที่ผู้ขายทั้ง 3 รายยังไม่ได้ชำระให้แก่กลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมอีกจำนวน 16.99 ล้านบาท โดยจะต้องชำระให้แล้วเสร็จภายในปี 2560

แหล่งที่มาของเงินทุนจะมาจากกระแสเงินสดภายในของบริษัท