วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เศรษฐกิจพอเพียง ‘ภูมิคุ้มกัน’ ..ภาคประกันภัย

ก่อนหน้าปี พ.ศ. 2489 รัฐบาลไทย โดยกระทรวงการคลังต้องรับภาระจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยองค์การต่าง ๆ ของรัฐบาลให้แก่บริษัทประกันภัยปีหนึ่ง ๆ

เป็นจำนวนมาก รัฐบาลจึงได้แจ้งนโยบายพิเศษให้สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์จัดตั้งบริษัทประกันภัยขึ้นมา มีวัตถุประสงค์เพื่อรัฐบาลจะได้ประกันภัยองค์การของรัฐบาลไว้กับบริษัทนี้ ซึ่งเท่ากับเป็นส่วนหนึ่งขององค์การรัฐบาล ก็จะเป็นการช่วยรายจ่ายของรัฐบาลได้อย่างมาก

บริษัท เทเวศประกันภัย จำกัด (มหาชน) จึงถือกำเนิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 ม.ค. 2490 ตลอดเวลาเกือบ 70 ปีที่ผ่านมา บริษัทน้อมนำหลักปรัชญาต่างๆ ขององค์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมาประยุกต์ใช้ โดยเฉพาะหลัก “เศรษฐกิจพอเพียง”

“ชาติชาย ชินเวชกิจวานิชย์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทเวศน์ประกันภัย จำกัด (มหาชน) เล่าว่า ปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ในแง่ของธุรกิจประกันภัย คือ หลักความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกัน ถือเป็นหลักการที่ทรงคุณค่าและมีประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะจะทำให้ผู้ดำเนินธุรกิจสามารถกำกับใช้กับเรื่องของการบริหารความเสี่ยง หรือ Risk Management ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อทุกฝ่าย

นอกจากนี้ ในเรื่องของสองเงื่อนไข คือ “เงื่อนไขความรู้” และ “เงื่อนไขคุณธรรม” เป็นเรื่องที่เกี่ยวพันอย่างแยกไม่ออกจากการดำเนินธุรกิจประกันภัยซึ่งเป็นธุรกิจที่ต้องอาศัยความรอบรู้ทางวิชาการประกันภัย ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของสถิติและคณิตศาสตร์ประกันภัย และความเชี่ยวชาญของผู้ปฏิบัติงาน ที่สำคัญเหนืออื่นใด ธุรกิจนี้จะต้องดำเนินไปตามหลักคุณธรรมความซื่อสัตย์ และการรักษาคำมั่นสัญญาที่มีต่อผู้ทำประกันภัยอย่างเคร่งครัด

ขณะที่การดำเนินโครงการความรับผิดชอบขององค์กรต่อสังคม หรือ CSR ของบริษัทฯ นับว่า เป็นการน้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทั้งสิ้น โดยโครงการ CSR ของบริษัทฯ ครอบคลุมเรื่องการพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคน

ประการแรก เรื่องการมีส่วนร่วมในการพัฒนาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่เขตพระนคร เช่น การดูแลสภาพน้ำ การจัดการปัญหาขยะ บริษัทฯ ไม่ได้คิดแล้วก็ดำเนินการตามลำพัง แต่ได้ระดมการมีส่วนร่วมจากผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ได้แก่ หน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบและผู้อยู่อาศัย เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าการพัฒนาจะเป็นไปอย่างสมดุล และยั่งยืน ตอบสนองความต้องการที่จำเป็นอย่างแท้จริง

ประการที่สอง เรื่องการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคน บริษัทฯ ให้น้ำหนักการพัฒนาด้านนี้มากกว่าประเด็นแรก เพราะมีความเชื่อมั่นว่าคุณภาพคนที่ดี จะนำไปสู่สังคมที่ดีและการพัฒนาที่มั่นคงยั่งยืนของประเทศชาติ เป็นการเตรียมคนให้พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ความรู้ และเทคโนโลยี กิจกรรมที่โดดเด่นของบริษัท เทเวศฯ ในเรื่องนี้คือ

การพัฒนาเยาวชนจิตอาสาในชุมชนต่างๆ ในเขตพระนคร ให้เขาเป็นผู้นำชุมชนของเขาไปสู่การเป็นชุมชนที่เข้มแข็ง ดูแลตัวเอง สามารถช่วยเหลือและมีความเอื้ออาทรต่อสมาชิกในชุมชน โดยมีเป้าหมายเพื่อบรรลุสู่การเป็น “ชุมชนคุณธรรม” ชุมชนที่สมาชิกมีจิตสำนึกดี ปฏิบัติดี มีความรักสามัคคี และพึ่งพาตนเองได้

การช่วยเหลือและพัฒนาบุคคลที่มีความต้องการพิเศษให้สามารถพึ่งพาตัวเองได้ในสังคมให้มากที่สุดเท่าที่สภาวะของแต่ละคนจะอำนวยให้ได้ บริษัทฯได้เข้าไปสนับสนุนการพัฒนานักเรียนห้องการศึกษาพิเศษในด้านต่างๆ ด้วยกิจกรรมส่งเสริมการพัฒนาทางกายภาพ เช่น อาชาบำบัด วารีบำบัด และการพัฒนาคุณภาพเพื่อกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้นอกห้องเรียน สามารถปรับตัวกับสังคมและโลกภายนอก และเด็กๆ ส่วนใหญ่มีการตอบรับที่ดีโดยสามารถย้ายไปเรียนในห้องปกติ หรือเรียนร่วมในบางวิชา รวมถึงชนะการแข่งขันกีฬาและการคำนวณ

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังส่งเสริมให้ผู้ปกครองมีความเข้าใจต่อสภาพอาการและสภาวะที่เป็นอยู่ของเด็กๆ เหล่านี้ สามารถรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อพวกเขาเปลี่ยนผ่านไปสู่ช่วงวัยรุ่น โดยเชิญแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กจากมหาวิทยาลัยมหิดลมาให้คำปรึกษาและแนะนำวิธีการดูแลเพื่อวางรากฐานเขาพึ่งพาตนเองได้ต่อไป

โครงการโรงเรียนคุณธรรมในสังกัดกรุงเทพฯ เป็นโครงการที่จัดทำขึ้นภายใต้การสนับสนุนงบประมาณส่วนใหญ่จากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เพื่อน้อมนำแนวทางการพัฒนาที่พระองค์ท่าน ได้ทรงริเริ่มไว้ เพื่อปลูกฝังเด็กและเยาวชนให้เป็นคนดี นอกเหนือจากการเป็นคนเก่ง พัฒนาครูให้เป็นผู้มีคุณธรรมจริยธรรม ส่งเสริมให้ผู้ปกครองและชุมชนแวดล้อมเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาโรงเรียน

โครงการจิตอาสา เพื่อส่งเสริมให้บุคลากรของบริษัทฯ ดำรงตนอย่างเป็นผู้ที่มีความเสียสละ มีจิตสาธารณะ และคำนึงประโยชน์ส่วนรวมก่อนประโยชน์ส่วนตน เพื่อให้สำนึกที่ดีงามเหล่านี้ กล่อมเกลาชาวเทเวศประกันภัยทุกคนให้ตระหนักถึงคุณค่าของการเป็นผู้ให้ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความหมาย มีคุณค่าต่อชีวิตมากกว่าการเป็นผู้รับ

ขณะที่รายงานฐานะทางการเงินของบริษัท ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2559 ยังแข็งแกร่งด้วยสินทรัพย์ จำนวน 16,310.48 ล้านบาท หนี้สิน จำนวน 13,782.77 ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้น จำนวน 2,527.70 ล้านบาท เงินกองทุนที่ต้องดำรงตามกฎหมาย จำนวน 703.96 ล้านบาท อัตราส่วนเงินกองทุนต่อเงินกองทุนที่ต้องดำรงตามกฎหมาย 356.81% รายได้ จำนวน 1,756.50 ล้านบาท รายจ่าย จำนวน 1,645.79 ล้านบาท กำไรสุทธิ จำนวน 110.71 ล้านบาท