คาดกำไร 3Q59 เติบโต 225%YoY แต่ลดลง 61%QoQ
ประเด็นสำคัญในการลงทุน :
- คาด TOP รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 3 ราว 2,859 ล้านบาท +225%YoY แต่ -61%QoQ : ฝ่ายวิจัยคาดว่าผลประกอบการไตรมาส 3 จะปรับตัวลงจากไตรมาสก่อนหน้าเนื่องจากไม่มีกำไรจากสต๊อกน้ำมันดิบแต่กลับมีผลขาดทุนราว 600 ล้านบาท อีกทั้งค่าการกลั่นปรับตัวลงเล็กน้อยแต่ต้นทุนการผลิตรวมกลับปรับตัวขึ้นจากค่าซ่อมบำรุงธุรกิจอะโรเมตกิส์กดดันผลประกอบการรวม โดยแบ่งผลการดำเนินออกเป็น 3 ธุรกิจได้ดังนี้ 1) ธุรกิจโรงกลั่นใช้กำลังการกลั่น 106 % ลดลงจากไตรมาสก่อน 3% เพราะโรงกลั่นคู่แข่งในประเทศกลับมาผลิตตามปกติจากที่หยุดซ่อมบำรุงในไตรมาสก่อน ขณะที่ค่าการกลั่นน้ำมันปรับตัวลงสู่ระดับ 3.5-4 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจากส่วนต่างน้ำมันเบนซินปรับตัวลงจากโรงกลั่นต่างๆ หันมาผลิตน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้น และส่วนต่างปิโตรเลียมเหลว (LPG) ปรับตัวลงจากผลของการขยายคลองปานามาทำให้ผู้ผลิตในสหรัฐสามารถส่งออก LPG มายังเอเชียได้เพิ่มขึ้นซึ่งคาดว่าจะเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างถาวร 2) ธุรกิจอะโรเมติกส์ใช้กำลังการผลิตทรงตัวที่ 80% ขณะที่ส่วนต่างผลิตภัณฑ์เบนซีนและส่วนต่างพาราไซลีนปรับตัวเพิ่มขึ้นจากต้นทุนวัตถุดิบลดลงตามราคาน้ำมันเบนซิน นอกจากนี้โครงการ LABIX ซึ่งเริ่มดำเนินการผลิตในเดือน เม.ย. ยังช่วยหนุนกำไรขั้นต้นต่อหน่วยของธุรกิจอะโรเมติกส์เพิ่มเติมอีกราว 0.3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลจากระดับ 1.6 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล 3) ธุรกิจน้ำมันหล่อลื่นใช้กำลังการผลิตเหลือเพียง 60% เนื่องจากมีการหยุดซ่อมบำรุงโรงกลั่นน้ำมันหล่อลื่นเป็นเวลา 1 เดือนช่วงส.ค. ขณะที่ส่วนต่างราคาน้ำมันเครื่องปรับตัวขึ้นเนื่องจากโรงกลั่นฯ ในญี่ปุ่นและเกาหลีหยุดซ่อมบำรุง แต่ส่วนต่างยางมะตอยปรับตัวลงตามความต้องการที่ลดลงในช่วงฤดูฝน
- ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 59 และ 60 เพิ่มขึ้น 27% และ 8% ตามลำดับ : ฝ่ายวิจัยได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 59 จาก 13,898 ล้านบาทสู่ระดับ 17,667 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 27% และเติบโตจากปี 58 ที่ 45% เนื่องจากคาดว่าในไตรมาส 4 จะไม่มีผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันดิบแต่ค่าการกลั่นอาจอ่อนตัวลงเล็กน้อยเพราะโรงกลั่นน้ำมันใหม่ในภูมิภาคเอเชียจะเริ่มดำเนินการผลิตในช่วง 4Q59-1Q60 อีก 4 แห่ง (กำลังการผลิตอยู่ระหว่าง 110-300 พันบาร์เรลต่อวัน) สำหรับปี 60 ฝ่ายวิจัยได้ปรับเพิ่มประมาณการจาก 14,443 ล้านบาทสู่ 15,534 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 8% แต่เติบโตลดลง 5% จากปี 59 เพราะคาดว่าในปี 60 กำไรจากสต๊อกน้ำมันดิบจะไม่สูงเท่าปีก่อน (คาดปี 59 และ 60 มีกำไรสต๊อกน้ำมันดิบอยู่ที่ราว 6 พันล้านบาท และ 2.4 พันล้านบาทตามลำดับ) เพราะยังมีสัญญาณอุปทานส่วนเกินจากกลุ่ม OPEC แม้ว่าจะบรรลุข้อตกลงลดกำลังการผลิต แต่รายงานล่าสุดเดือนก.ย.ยังมีการผลิตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องสู่ระดับ 33.39 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่คาดว่าความต้องการอุปโภคน้ำมันในปี 60 จะอยู่ที่ 32.59 บาร์เรลต่อวัน จากปัจจัยดังกล่าวฝ่ายวิจัยประเมินว่าจะทำให้ราคาน้ำมันดิบไม่สามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญเหมือนในปี 59 อีกทั้งในปี 60 คาดว่าจะใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจากธุรกิจโรงกลั่นจนหมดทำให้ต้องกลับมาจ่ายภาษีในอัตรา 20% เป็นปัจจัยกดดันต่อผลประกอบการของปี 60 เพิ่มเติม
- ปรับลดคำแนะนำเหลือ “ซื้อเก็งกำไร” ที่ราคาเหมาะสมใหม่ 76 บาท : ฝ่ายวิจัยประเมินราคาเหมาะสมปี 60 ด้วยวิธี P/E Ratio โดยใช้ Prospective P/E ที่ 10 เท่าได้ราคาเหมาะสมเพิ่มขึ้นจาก 71 บาทเป็น 76 บาทตามกำไรต่อหุ้นที่เพิ่มขึ้นในปี 60 แต่ปรับลดคำแนะนำจาก “ซื้อ” เหลือ “ซื้อเก็งกำไร” ผลประกอบการปี 59 ที่ดีกว่าคาดเมื่อต้นปี ขณะที่ผลประกอบการของปี 60 มีแนวโน้มอ่อนตัวลงจากกำไรสต๊อกน้ำมันดิบที่ลดลงอีกทั้งต้องกลับมาจ่ายภาษีในอัตราปกติ








