การชะลอตัวของเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศ“ตลาดเกิดใหม่”ซึ่งสวนทางกับเศรษฐกิจประเทศยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา ที่การ“ฟื้นตัว”ดูมีความ“ชัดเจน”
มากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้นักลงทุนหลายกลุ่ม“ทยอยลดน้ำหนักการลงทุน”ในประเทศเหล่านี้ลง
ทว่า.. มุมมองของ“ธนาคารเอชเอสบีซี”ค่อนข้างมองสวนตลาดในเรื่องนี้ โดย“มูรัต อูลเกิน”ผู้อำนวยการบริหาร ฝ่ายกลยุทธ์ตลาดเกิดใหม่ ธนาคารเอชเอสบีซี บอกว่า เอชเอสบีซี“มีมุมมองเชิงบวก”ต่อตลาดเกิดใหม่มาเกือบ 1 ปีแล้ว เนื่องจากสินทรัพย์ทางการเงินของตลาดเกิดใหม่ให้ผลตอบแทนที่ดีสุดในรอบ 3 ปี โดยปี 2559 มีเงินทุนไหลกลับเข้ามาลงทุนในตลาดเกิดใหม่ หลังจากที่ไหลออกไปช่วง 3 ปีก่อนหน้า โดยสาเหตุมาจาก 2 ประการหลัก
ประการแรกคือ ปัจจัยเกื้อหนุนจากภายนอกในปี 2559 จากการที่ดอกเบี้ยพื้นฐานอยู่ระดับต่ำ การดำเนินนโยบายของธนาคารกลางทั่วโลกที่เป็นกลางโน้มเอียงไปทางผ่อนคลาย เงินดอลลาร์สหรัฐที่เคลื่อนไหวขึ้นลงไม่มาก กิจกรรมทางเศรษฐกิจของจีนที่มีเสถียรภาพ และราคาน้ำมันรวมทั้งสินค้าโภคภัณฑ์โดยรวมมีเสถียรภาพ หากไม่ขยับสูงขึ้น ปัจจัยเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะไม่เปลี่ยนแปลงในมุมมองด้านกลยุทธ์เศรษฐกิจมหภาคของเอชเอสบีซี และการกดอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำต่อไปอีกในระยะยาว
ประการที่สองคือ ภาวะเศรษฐกิจมหภาคของตลาดเกิดใหม่ขนาดใหญ่หลายแห่งฟื้นตัวขึ้นอย่างมั่นคงและค่อยเป็นค่อยไป ภาพรวมของตลาดเกิดใหม่ดูดีขึ้นกว่าที่เคยเป็นมาอย่างน้อยก็ในรอบ 3 ปีที่แล้ว และในปี 2560 ก็น่าจะเห็นการฟื้นตัวเพิ่มขึ้นอีก ทำให้ตลาดเกิดใหม่มีความแข็งแกร่งพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ผันผวนต่างๆ เช่น การแกว่งตัวของอัตราดอกเบี้ยพื้นฐาน กรณีของเบร็กซิท ตลอดจนข่าวเกี่ยวกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐ เป็นต้น
ผู้อำนวยการบริหาร ธนาคารเอชเอสบีซี ระบุว่าแนวโน้ม 8 ประการที่นำไปสู่ความแข็งแกร่งของตลาดเกิดใหม่อันได้แก่ 1. ความตึงเครียดทางการเงินลดลง 2. การค้าโลกเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น 3. เศรษฐกิจของตลาดเกิดใหม่เติบโตได้ดีกว่าตลาดที่พัฒนาแล้ว
4.วัฏจักรการระบายสินค้าคงคลังที่ยาวนานกำลังสิ้นสุดลง 5. วัฏจักรรายได้ของบริษัทจดทะเบียนอยู่ในช่วงขาขึ้น 6. ความไม่สมดุลจากปัจจัยภายนอกลดลง 7. แรงกดดันเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ 8. การปฏิรูปเชิงโครงสร้างมีแนวโน้มที่ดีขึ้น
สำหรับมุมมองที่มีต่อสินทรัพย์ทุกประเภท “เอชเอสบีซี” ให้น้ำหนักลงทุนในหุ้นตลาดเกิดใหม่มากกว่าสินทรัพย์อื่นเล็กน้อย
“โดยรวมแล้วเรายังมีมุมมองเป็นบวกต่อการลงทุนในสินทรัพย์ทุกประเภทในตลาดเกิดใหม่ และมองการปรับฐานเป็นโอกาสเข้าซื้อ เนื่องจากเราเชื่อว่าภาวะเศรษฐกิจมหภาคในขณะนี้มีทั้งปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ เกื้อหนุน”
สำหรับในด้านตลาดตราสารหนี้ภาวะดอกเบี้ยที่ต่ำทั่วโลก และอัตราดอกเบี้ยแท้จริงที่ค่อนข้างสูงในตลาดเกิดใหม่ซึ่งเป็นผลจากภาพรวมเงินเฟ้อที่ซบเซา น่าจะยังเป็นปัจจัยบวกต่ออัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ต่อไปดังนั้น เอชเอสบีซี จึงให้น้ำหนักลงทุนในประเทศที่มีความคืบหน้าด้านการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง หรือมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม
“เราเห็นโอกาสสร้างผลตอบแทนในอินเดีย อินโดนีเซีย บราซิล และรัสเซีย ขณะเดียวกัน เราแนะนำให้ป้องกันความเสี่ยงจากแนวโน้มการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยในแอฟริกาใต้ และเม็กซิโก และคาดว่าความชันของเส้นอัตราผลตอบแทนในตุรกีมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้น (steepen) เนื่องจากประเทศเหล่านี้มีการดำเนินนโยบายและการปฏิรูปเศรษฐกิจที่ล่าช้า”
การปรับแนวนโยบายการเงินให้เข้มงวดอย่างค่อยเป็นค่อยไปของเฟด การเพิ่มความมีเสถียรภาพของเศรษฐกิจจีน และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ร่วงลงถึงระดับต่ำสุดแล้ว โดยทั่วไปมีแนวโน้มสนับสนุนการเติบโตของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนในตลาดเกิดใหม่ นักกลยุทธ์ด้านอัตราแลกเปลี่ยนของเอชเอสบีซี คาดจะเห็นการเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนของสกุลเงินในตลาดเกิดใหม่ไปในระนาบเดียวกัน
สำหรับสกุลเงินที่ให้ผลตอบแทนสูง ยังมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่โดดเด่น เช่น เงินรูปีอินเดียเงินรูเปียอินโดนีเซียเงินแรนด์แอฟริกาใต้เงินลีราใหม่ตุรกีเงินเปโซโคลอมเบียและสกุลเงินประเทศที่มีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงที่ให้ผลตอบแทนต่ำกว่า เช่น เงินวอนเกาหลีใต้เงินดอลลาร์ไต้หวันเงินบาทไทยเงินชาคิลล์อิสราเอลและเงินโฟรินท์ฮังการี
ส่วนในด้านความเสี่ยง ยังคงเป็นปัจจัยการเมืองของตลาดที่พัฒนาแล้ว อันเนื่องมาจากห้วงเวลาของการเลือกตั้งในหลาย ๆ ประเทศ ซึ่งมีโอกาสนำไปสู่การดำเนินนโยบายทั้งประชานิยม และปกป้องนิยม อย่างที่นักเศรษฐศาสตร์ของเอชเอสบีซีได้มีการวิพากษ์วิจารณ์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของยูโรโซน








