"นายกรัฐมนตรี" สั่งหน่วยงานรัฐ ช่วยชี้แจง-สร้างความเชื่อมั่นประชาชนต่อภาวะเศรษฐกิจประเทศ ย้ำมาตรการขับเคลื่อนยังเดินหน้าต่อเนื่อง
รัฐบาลมั่นใจพื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่ง จากมาตรการขับเคลื่อนที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยนายกรัฐมนตรีขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยชี้แจงและสร้างความเชื่อมั่นกับประชาชนทั่วประเทศจากความกังวลการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วานนี้ (18 ต.ค.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยชี้แจงและสร้างความเชื่อมั่นกับประชาชนทั่วประเทศให้เกิดความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจของประเทศยังอยู่ในระดับที่ดี การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐบาลสามารถที่จะเดินหน้าต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง
นายกอบศักดิ์ กล่าวว่าพื้นฐานเศรษฐกิจของไทยไม่ได้เปลี่ยนแปลงอยู่ในเกณฑ์ที่ดี มีความเข้มแข็งและไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง เรายังคงเป็นประเทศที่มีหนี้สาธารณะต่อจีดีพีน้อย มีเงินสำรองระหว่างประเทศสูง ประกอบกับที่ผ่านมารัฐบาลมีการออกมาตรการทางด้านเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การช่วยเหลือเกษตรกร และผู้มีรายได้น้อย ทำให้เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น แรงส่งในการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจยังคงอยู่ คาดว่ามาตรการต่างๆจะสามารถส่งผลในการพยุงเศรษฐกิจต่อไปอย่างน้อยถึงไตรมาสที่ 1 ปี 2560
“ที่ผ่านมามีมาตรการทางเศรษฐกิจออกมาต่อเนื่องซึ่งถือว่าเป็นเรื่องโชคดี เพราะเหมือนเราได้ฉีดยาไว้เยอะและยายังมีผลอยู่ทำให้มีภูมิต้านทาน อย่างไรก็ตามขณะนี้ทีมเศรษฐกิจกำลังประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยหากมีความจำเป็นสามารถที่จะมีมาตรการเพิ่มเติมได้เพราะเรายังมี Policy room โดยมาตรการที่ออกมาอาจจะเป็นมาตรการเพื่อสนับสนุนการบริโภค คล้ายกันที่ออกมาในปีก่อน เช่น มาตรการทางภาษีช็อปช่วยชาติ เป็นต้น” นายกอบศักดิ์กล่าว
กรุงศรีชี้กำลังซื้อฟื้นหนุนเศรษฐกิจปีนี้โต
ด้านนายสมประวิณ มันประเสริฐ ที่ปรึกษาและหัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่าธนาคารยังคงจีดีพีปีนี้ที่ระดับ 3.2% และปีหน้า 3.3% จากกำลังซื้อภายในประเทศที่มีแนวโน้มดีขึ้นจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากภาคท่องเที่ยวและเกษตร รวมถึงนโยบายภาครัฐ
นอกจากนี้ภาระหนี้รถคันแรกที่ลดลงจะส่งผลให้กำลังซื้อภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้น 8,000-12,000 บาท โดยในปีนี้มีรถคันแรกที่ครบกำหนดผ่อนชำระ 3-4 หมื่นคัน และปีหน้าหลักล้านคัน
“ยอดจดทะเบียนรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ที่เพิ่มขึ้น สะท้อนกำลังซื้อเริ่มกลับมา เราเชื่อว่ายังต่อเนื่อง ส่วนภาระหนี้ครัวเรือนที่เคยหลอกหลอนยังมีผลอยู่แต่เริ่มน้อยลง โดยภาคที่มีหนี้เยอะได้แก่กทม.ปริมณฑลและอีสาน”
คาดปัจจัยบวกหนุนยาวถึงปลายปีหน้า
นายสมประวิณ กล่าวว่าเศรษฐกิจในปีหน้ายังมีปัจจัยบวกจากอัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ โดยคาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะยังคงอยู่ที่ระดับ 1.5% ไปถึงปลายปี 2560 รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น และมาตรการกระตุ้นระยะยาวในโครงสร้างพื้นฐานวงเงิน 7.2 แสนล้านบาทที่เงินจะเข้าระบบเศรษฐกิจกลางปีหน้า
ส่วนผลกระทบทัวร์ศูนย์เหรียญคาดว่าจะมีน้อย หรือราว 1.3% ของรายได้ท่องเที่ยวหรือ 0.1% ของจีดีพี โดยจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งปีคาดว่าอยู่ที่ 33.3 ล้านคน ขณะที่การส่งออกแม้จะปรับตัวดีขึ้นแต่สัญญาณการฟื้นตัวยังไม่ชัดเจน
สำหรับการบริโภคภาคเอกชนในไตรมาสสุดท้ายยังไม่พบสัญญาณว่าจะชะงักลง เนื่องจากยังมีปัจจัยแวดล้อมสำคัญเช่นรายได้ที่สะท้อนกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น และความชัดเจนในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมีส่วนช่วยเรียกความเชื่อมั่นกลับมาจากโครงการต่าง ๆ ที่ทยอยออกมาในไตรมาส 4 ปีนี้และต่อเนื่องไปปีหน้า
“พื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังมีความมั่นคง นโยบายภาครัฐดำเนินการมาตลอดเริ่มเห็นผลมากขึ้นจากนี้ไปถึงปีหน้า เรามีทุนสำรองระหว่างประเทศระดับสูง มีความมั่นคงในเสถียรภาพดี สภาพคล่องระบบการเงินก็ยังดี ระยะสั้นไม่น่าเป็นกังวล ส่วนปัจจัยในประเทศอื่นๆ ไม่น่าจะมีผลมากนัก”
ด้านค่าเงินบาทยังมีแนวโน้มอ่อนค่าที่ระดับ 35.2 บาทต่อดอลลาร์ในปลายปีนี้และ 35.75 บาทต่อดอลลาร์ในปี 2560 โดยมองว่าธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)มีโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธ.ค.นี้และปีหน้าอีก 1-2 ครั้ง
ไฟเขียวกู้เอดีบี 3 พันล้านบาท
รัฐบาลยังเดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่อเนื่อง โดยนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่าครม.อนุมัติขยายวงเงินกู้ต่างประเทศเพิ่มเติมของธนาคารพัฒนาเอเชีย(เอดีบี) ดำเนินการก่อสร้างทางหลวงสายหลัก 4 ช่องจราจร เพื่อรองรับการขยายตัวด้านเศรษฐกิจและการค้าในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงตลอดจนพัฒนาระบบเชื่อมต่อการขนส่งระหว่างประเทศเพื่อนกระตุ้นเศรษฐกิจตามแนวชายแดน ภายใต้โครงการADB Additional Financing For Loan : The Greater Mekong Subregion (GMS) Highway Expansion Projectวงเงินรวม 3.4 พันล้านบาท( 3,403ล้านบาท)รวมระยะทางก่อสร้างรวมทั้งสิ้น 124.9 กิโลเมตร
มีทั้งหมด 3 เส้นทางประกอบไปด้วยทางหลวงหมายเลข 22 ช่วง อ.หนองหาน-อ.พังโคน จ.สกลนคร ต่อมาคือ ทางหลวงหมายเลข 22 ช่วง จ.สกลนครเชื่อมต่อจ.นครพนม กิโลเมตรที่ 180-213 และสุดท้ายทางหลวงหมายเลข 23 ช่วงจ.ร้อยเอ็ดเชื่อมต่อจ.ยโสธร
ปัจจุบันได้ดำเนินการออกแบบรายละเอียด (Detailed Design)แล้วเสร็จเมื่อเดือนก.พ.ที่ผ่านมา ทั้งนี้เส้นทางดังกล่าวจะเริ่มก่อสร้างในปี 2560 และจะแล้วเสร็จพร้อมใช้งานในปี 2562โดยการก่อสร้างดังกล่าวอยู่ในความดูแลของกรมทางหลวงซึ่งอนุมัติให้ดำเนินการก่อสร้าง วงเงินรวมทั้งหมด 6.8 พันล้านบาทแบ่งเป็นเงินของธนาคารพัฒนาเอเชีย(เอดีบี) ร้อยละ 50 รวม3,404ล้านบาท และเงินงบประมาณสมทบอีก 50% รวม 3,404 ล้านบาท









